Sustainability

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบของทรู

“ทรูมีระบบบริหารจัดการด้านการจัดซื้อจัดจ้างตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการผลิตมีการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเหมาะสม คำนึงถึงความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม โดยยึดมั่นตามธรรมาภิบาลคู่ค้าทางธุรกิจ (Business Partner Code of Conduct) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความตระหนักรู้รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวทั้งในหมู่พนักงานและคู่ค้า”

 

คุณอาทีก อาหมัด ซากิบ
รักษาการผู้อำนวยการสายงานจัดซื้อและโลจิสติกส์

แนวทางการบริหารจัดการ

 

การขับเคลื่อนความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคู่ค้าและซัพพลายเออร์ถือเป็นพันธมิตรสำคัญในการสนับสนุนและร่วมสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้การดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง


ทรูมีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee) ทำหน้าที่กำกับดูแลการบรรลุเป้าหมายด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดซื้อสินค้าและบริการให้เป็นไปตามหลักความถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมาย กฎ ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้อง

 

ด้วยเหตุนี้ ทรูจึงได้กำหนดธรรมาภิบาลคู่ค้าทางธุรกิจ พื่อให้คู่ค้ายึดถือเป็นแนวทางในการบริหารจัดการองค์กรที่ดี และส่งเสริมให้คู่ค้าปฏิบัติต่อคู่ค้าของตนเองตามหลักการเดียวกัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • นโยบายการบริหารจัดการคู่ค้าทางธุรกิจของทรู (True Business Partner Management Policy)
  • ระเบียบปฏิบัติการบริหารจัดการคู่ค้าทางธุรกิจของทรู (True Business Partner Management Procedure)
  • แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบของทรู (Responsible Supply Chain Management at True)
  • ธรรมาภิบาลคู่ค้าทางธุรกิจของทรู (True Business Partner Code of Conduct)
  • คำแถลงว่าด้วยกระบวนการบริหารจัดการการปฏิบัติตามข้อกำหนดของคู่ค้าทางธุรกิจ (Statement on Business Partners Compliance Management Process)

การคัดเลือกคู่ค้าใหม่ 

 

ทรูกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้าใหม่ ดังนี้

  • ผลการประเมินตนเองออนไลน์ในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
  • การยอมรับและปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจ
  • ผลการประเมินความเสี่ยงด้านประเทศ อุตสาหกรรม และคุณภาพผลิตภัณฑ์
  • ผลการตรวจสอบและประเมินธุรกิจของคู่ค้า

 

นอกจากนี้ คู่ค้ายังต้องจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และต้องไม่รับวัตถุดิบจากแหล่งที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรืออยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า ซึ่งรวมถึงแร่ธาตุบางประเภท เช่น ดีบุก (Tin: Sn) แทนทาลัม (Tantalum: Ta) ทังสเตน (Tungsten: W) และทองคำ (Gold: Au) ที่มาจากพื้นที่หรือประเทศที่มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามแนวทางที่กำหนด

 

การระบุคู่ค้าสำคัญและคู่ค้าที่มีความเสี่ยง

 

คู่ค้าใหม่ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการจำแนก คู่ค้าสำคัญระดับ Tier-1 (Significant Tier-1 Suppliers) และ คู่ค้าสำคัญระดับ Tier-1 ที่มีความเสี่ยงสูง (Significant Tier-1 High-Risk Suppliers) โดยพิจารณาจาก 4 เกณฑ์ ดังนี้

  • คู่ค้าที่จัดหาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยวิเคราะห์จากแบบจำลอง Spending Analysis
  • คู่ค้าที่จัดหาสินค้าและบริการหลักที่มีความสำคัญต่อธุรกิจของบริษัท
  • คู่ค้าที่มีผู้แข่งขันในตลาดจำนวนน้อย
  • คู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน

 

การฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพคู่ค้า 

 

  • ทรูจัดหลักสูตรฝึกอบรมและกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับคู่ค้า เพื่อยกระดับความรู้และทักษะให้สอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืน นโยบายสิ่งแวดล้อม นโยบายสิทธิมนุษยชน และนโยบายการบริหารจัดการคู่ค้าทางธุรกิจของบริษัท
  • ทรูจัดสัมมนาประจำปี “True Suppliers Day” ร่วมกับคู่ค้าสำคัญ เพื่อทบทวนและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เป้าหมายด้านความยั่งยืนของทรู และประเด็นสำคัญในจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจ
  • นอกจากนี้ ทรูยังส่งเสริมให้คู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงดำเนินกระบวนการ การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) เพื่อยกระดับการดำเนินงาน ลดความเสี่ยง และเพิ่มความสามารถในการระบุ ติดตาม ป้องกัน และเยียวยาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น

 

การตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการโดยบุคคลที่สาม 

 

บริษัทดำเนินการตรวจประเมินคู่ค้าสำคัญระดับ Tier-1 คู่ค้าสำคัญระดับ Tier-1 ที่มีความเสี่ยงสูง และคู่ค้าสำคัญระดับ Tier-2 ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

ผลการตรวจประเมินส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของคู่ค้า

เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด หากพบประเด็น ESG ที่มีนัยสำคัญ บริษัทจะร่วมกับคู่ค้าในการวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า (Root Cause Analysis) และกำหนดมาตรการแก้ไขปรับปรุง พร้อมดำเนินการประเมินซ้ำหลังการแก้ไขแล้วเสร็จ

คู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับการประเมินทุกปี ส่วนคู่ค้าที่มีความเสี่ยงปานกลางและต่ำจะได้รับการประเมินทุก 3 ปี

 

ผลการตรวจประเมินและการดำเนินการแก้ไข 

 

ผลการตรวจประเมินและแนวทางการแก้ไขแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

 

  • ร้ายแรง (Non-Conformance A)

หมายถึง ข้อบกพร่องที่แสดงถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเงื่อนไขของใบอนุญาตที่คู่ค้าถือครองอยู่

คู่ค้าต้องดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจประเมิน และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

  • ไม่ร้ายแรง (Non-Conformance B)

หมายถึง ข้อบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย การขออนุญาต การรายงานผล หรือการจัดเก็บบันทึกข้อมูล เช่น การดำเนินการล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

คู่ค้าต้องดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจประเมิน และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

  • ข้อสังเกตหรือโอกาสในการพัฒนา (Potential for Improvement / Observation: PI/OBS)

หมายถึง กรณีที่ยังไม่พบการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต หรือมีโอกาสในการพัฒนาเพิ่มเติม

คู่ค้าต้องดำเนินการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจประเมิน และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

 

ในกรณีที่พบข้อบกพร่อง คู่ค้าจะต้องจัดส่งแผนการแก้ไข (Corrective Action Plan) ให้แก่ผู้ตรวจประเมินภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับรายงานผลการตรวจประเมิน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

คู่ค้าที่ผ่านเกณฑ์การตรวจประเมินจะได้รับการตรวจประเมินซ้ำทุก 3 ปี

 

หากคู่ค้าไม่ดำเนินการแก้ไขตามข้อกำหนด หรือพบการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างร้ายแรง บริษัทอาจพิจารณาระงับการสั่งซื้อ ยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือยกเลิกสัญญาตามความเหมาะสมและตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา