ท่ามกลางภัยหลอกลวงทางโทรและ SMS ที่ทวีความซับซ้อน ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับแนวทางการรับมือแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการตรวจจับในระดับโครงข่ายและการทำงานร่วมกับภาครัฐ และย้ำจุดยืนสำคัญว่า “การสกัดภัย ต้องไม่ละเมิดสิทธิ” โดยรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยและสิทธิ+ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัลระยะยาว ในโอกาสนี้ นายมนตรี สถาพรกุล หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสะท้อนแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเทคคอมปานีไทยที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่น” ในทุกบริการ บนเวทีเสวนา “From Detection to Protection: Thailand’s Model for Combating Call and SMS Scams” ภายใต้งาน IIC Thailand Chapter จัดโดยสำนักงาน กสทช.
“Trust” รากฐานของบริการดิจิทัล และการทำงานร่วมกันทั้งระบบ
“ความเชื่อมั่น” คือรากฐานของทุกประสบการณ์ในโลกดิจิทัล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นทั้งหน้าที่ตามกฎหมายและความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งานและสังคม นายมนตรี กล่าวว่า “ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการให้บริการแต่ต้องก้าวไปสู่การดูแลความปลอดภัยของสังคมดิจิทัล ผ่านทั้งเทคโนโลยี การกำกับดูแล และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน”
ตลอดปีที่ผ่านมา ทรูได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด ให้ความร่วมมือดูแลคำร้องขอข้อมูลมากกว่า 70,000 รายการ ภายใต้กระบวนการตรวจสอบอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าการเข้าถึงข้อมูลเป็นไปตามกฎหมาย มีความจำเป็น และอยู่ในขอบเขตที่ร้องขอเท่านั้น โดยคงหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าความปลอดภัยในโลกดิจิทัลต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ เพื่อสร้าง ecosystem แห่งความเชื่อมั่นในระยะยาว
กฎหมายที่ชัดเจน เสริมพลังการทำงานร่วม และกรอบการทำงานที่ตรวจสอบได้
ความชัดเจนของกรอบกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชกำหนดว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญในการยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคมและภาครัฐ “กฎหมายที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้อง ทั้งในด้านการเข้าถึงข้อมูลและการดำเนินการที่จำเป็นต่อการสืบสวน ขณะเดียวกันก็ยังคงอยู่ภายใต้กรอบที่เคารพสิทธิของผู้ใช้งาน” นายมนตรีกล่าวเสริม
ขณะเดียวกันการทำงานภายใต้กรอบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ยังเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” และ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของโลกดิจิทัลในปัจจุบัน
จาก Detection สู่ Protection: ป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย
ทรูได้ยกระดับบทบาทจากการตอบสนองต่อเหตุการณ์ ไปสู่การป้องกันเชิงรุก โดยพัฒนาเครือข่ายและระบบตรวจสอบในระดับ Network ให้สามารถตรวจจับพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสริมกลไก Monitoring เพื่อลดความเสี่ยงจากการสื่อสารหลอกลวง เช่น Call และ SMS Scams สะท้อนการยกระดับจาก “การตรวจจับ” สู่ “การป้องกันเชิงรุก” อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังคงมีความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันภัยไซเบอร์ และการเคารพสิทธิของผู้ใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี การกำกับดูแล และความโปร่งใสในการดำเนินงาน
ในยุคที่ “ข้อมูล” คือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล การดูแลข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นในระยะยาว “ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสู่การเป็นเทคคอมปานีไทยที่ไม่เพียงเชื่อมต่อผู้คน แต่ยังยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรอบด้าน เพราะความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อผู้ใช้งานและสังคมโดยรวม” นายมนตรี กล่าวสรุป
