Tech & Innovation for Thais
เหนื่อยทั้งวันขอพักสักที จะดีกว่าไหมถ้ามีตัวช่วยอัจฉริยะดีๆ เปลี่ยนบ้านให้ดูแลคุณอย่าง Living Tech
True Blog 09 ส.ค. 2565

คุณตื่นไปทำงานตอนกี่โมง แล้วกลับจากที่ทำงานถึงบ้านในตอนกี่โมงกันนะ นี่เป็นคำถามที่อยากลองให้ทุกคนชวนคิดกับตัวเอง ว่าปกติเราใช้เวลาในการทำงานกี่ชั่วโมงในแต่ละวัน

ผลสำรวจจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ในปี 2021 ระบุว่า ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนเมืองทำงานหนัก และขาดสมดุลในการใช้ชีวิตมากที่สุดในโลก เพราะส่วนใหญ่แล้วคนวัยทำงานโฟกัสการทำงานเพื่อแลกเงินเดือนเป็นเวลามากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาการทำงานที่หนักหน่วงพอสมควร ยังไม่รวมกับเวลาของการเดินทางที่ต้องบวกเพิ่มไปอีก หากถามหาเวลาดูแลสิ่งอื่นรอบตัวคงยาก เพราะเวลาดูแลตัวเองยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

 

หนึ่งในคนทำงานอย่างเช่นกลุ่มวัยกลางคนที่เรียกว่าเป็น ‘Sandwich Generation’ คือต้องแบกภาระหลายด้าน ทั้งการงาน การเงิน ครอบครัว เปรียบเสมือน ‘Sandwich’ ที่ประกอบด้วย 3 ชั้น ขนมปังชั้นแรก คือ ภาระในการรับผิดชอบ ‘พ่อแม่’ ตรงกลางคือ ‘ตัวเอง’ และขนมปังอีกชั้น หมายถึง การดูแล ‘บุตร – คู่สมรส’ แต่ถึงแม้จะมีภาระเยอะขนาดไหน คนกลุ่มนี้ก็ยอมแลกกับการได้มีบ้านของตัวเอง มีผลสำรวจไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ชาวเอเชียที่พบว่า กลุ่มคนวัยกลางคนมีอัตราการซื้อบ้านสูงถึง 25% คนกลุ่มนี้จึงให้ความสำคัญกับ ‘บ้าน’ เป็นหลัก แต่การจะมีบ้านสักหลังและดูแลบ้านให้ดีไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบภาระหลาย ๆ อย่างพร้อมกันแบบนี้

 

 

 

เมื่อมีภารกิจมากขนาดนี้ ตัวช่วยอะไรที่จะสามารถช่วยคุณดูแลบ้านได้บ้าง

 

ปัจจัยหลักที่เจ้าของบ้านในปัจจุบันให้ความสำคัญ โดยอ้างอิงผลสำรวจจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) อันดับแรกคือ การมีระบบเตือนภัยอัจฉริยะภายในบ้าน และรองลงมาคือ การมีระบบช่วยควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า และจัดการพลังงานภายในบ้าน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่าย 

 

 

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่มองหาความปลอดภัยและความคุ้มค่าเป็นหลัก เพราะมีภาระที่ต้องดูแลมากมาย จนอาจกังวลว่าตัวเองจะหลุดโฟกัสจากเรื่องสำคัญภายในบ้านไปได้นั่นเอง ยุคนี้จึงมีการสร้างสรรค์อุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่สามารถช่วยดูแลบ้านให้คนทำงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานได้ 

 

 

อุปกรณ์อัจฉริยะที่หลายบ้านได้นำมาใช้เป็นตัวช่วยดูแลบ้านมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ  ระบบล็อกประตูแบบดิจิทัล และหลอดไฟอัจฉริยะ ซึ่งราคาของอุปกรณ์อัจฉริยะในช่วงแรกที่เริ่มวางขายยังค่อนข้างสูง อีกทั้งคนส่วนใหญ่มีความกังวลเพราะยังไม่เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านี้นัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง ผู้คนเริ่มเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงอุปกรณ์มีราคาถูกลง พร้อมตัวเลือกที่หลากหลาย ทุกคนจึงเริ่มเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่ายและนิยมใช้กันมากยิ่งขึ้น แต่อุปกรณ์แต่ละชิ้นต้องใช้การสั่งงานและควบคุมที่แตกต่างกันออกไปตามแบรนด์นั้น ๆ  ไม่มีระบบศูนย์กลางที่สามารถควบคุมจากจุดเดียวได้ จึงอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบสักเท่าไร

 

 

 

 

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัย หรือ Living Tech ช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างครบวงจร โดย True ได้พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน Smart LivingTECH ที่จะเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะ สามารถควบคุมและสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ IoT Smart Home ต่าง ๆ ภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชัน True LivingTECH แอปเดียวครบจบ ทั้งสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน คุณสามารถตรวจสอบอุปกรณ์อัจฉริยะทุกอย่างผ่านหน้าจอโทรศัพท์ที่คุณใช้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ 

 

 

มาเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านในฝันที่ดูแลคุณได้ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะกัน

 

 

ตอนนี้อยากชวนให้ลองจินตนาการในช่วงเวลาเย็นๆ ที่คุณกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากเลิกงาน และเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวัน เมื่อกลับถึงบ้าน เพียงเปิดประตู หลอดไฟในบ้านจะถูกเปิดให้ความสว่างไสวทันที และเมื่อก้าวเข้าห้องนั่งเล่นก็ทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม ๆ มีโทรทัศน์เปิดไว้รอให้คุณดูหนังเรื่องโปรด พร้อมพัดลมหรือแอร์ที่กำลังเริ่มทำงาน มอบความเย็นให้คุณแบบที่ไม่ต้องลุกไปเปิดเอง เพราะ Smart Door Lock ประตูบ้านสุดไฮเทค สามารถตั้งค่าเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้าน เมื่อคุณกลับมาถึงแล้วกดรหัสที่ประตู เครื่องใช้ไฟฟ้าที่คุณตั้งค่าไว้ ก็จะถูกเปิดเพื่อมอบความสบายต้อนรับคุณได้ทันที

 

 

หากต้องเดินทางไกลและทิ้งบ้านไปหลายวัน คุณสามารถตรวจสอบและสอดส่องดูแลบ้านของคุณได้อย่างสบายใจผ่าน Smart CCTV Camera 1080P กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม คุณสามารถดูแลบ้านให้ปลอดภัยได้เสมอ ด้วยเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ เมื่อมีใครที่พยายามบุกรุกบ้านของคุณ  ก็จะมีการแจ้งเตือนไปยังแอปที่คุณใช้งานทันที

 

 

 

สำหรับใครที่มีลูกน้อย และอยากจะทำงานบ้านอยู่อีกห้อง แต่ยังเป็นห่วงต้องคอยสอดส่องดูแลลูกไปพร้อมกัน สามารถใช้ Smart Baby Camera กล้องวงจรปิดอัจฉริยะสำหรับเด็ก คอยเฝ้าดูแลลูกน้อยของคุณ หรือจะส่งเสียงเพลงกล่อมลูกก็สามารถทำได้ พร้อมทั้งยังมีการตรวจจับและตั้งอุณหภูมิและความชื้นภายในห้องของลูกให้เหมาะสมอยู่เสมอ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

 

ส่วนบ้านไหนที่มีสัตว์เลี้ยง เป็นทาสน้องหมา น้องแมว กลัวน้องจะหิวเมื่อออกไปทำงานนอกบ้านหรือเดินทางไปต่างจังหวัด คุณก็สามารถใช้ AUTOBOT Pet Feeder Food เครื่องให้อาหารสัตว์อัตโนมัติ ดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักเหมือนกับคุณอยู่ใกล้ ๆ ได้ ด้วยการควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้คุณเห็นสัตว์เลี้ยง และสามารถส่งเสียงเรียกและพูดคุยได้ เพียงเท่านี้สัตว์เลี้ยงของคุณก็คงจะไม่เหงาเวลาที่รอคอยคุณกลับบ้าน

 

 

สำหรับใครที่มักจะหลงลืม เมื่อเดินทางออกจากบ้านแล้วนึกขึ้นได้ว่าลืมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชิ้น คุณสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเลือกใช้ Smart Plug ปลั๊กไฟอัจฉริยะ ที่จะช่วยเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาภายในบ้านคุณให้กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพียงแค่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์ Smart Plug แล้วเชื่อมต่ออุปกรณ์ไว้ในแอป คุณก็สามารถสั่งการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปได้เสมอ แม้ว่าคุณจะออกจากบ้านไปแล้ว 

 

 

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีอุปกรณ์อัจฉริยะอีกหลายชิ้นที่จะช่วยให้คุณดูแลบ้านได้อย่างไม่ต้องกังวล ที่สำคัญคือ คุณรู้หรือไม่ว่าการนำอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้เข้ามาช่วยดูแลบ้านนั้น สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้มากถึง 30-40 % ซึ่งจากผลวิจัยของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พบว่าในกลุ่มผู้ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ภายในบ้าน สามารถประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นมีการเชื่อมต่อกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่ช่วยจดจำและประเมินการใช้งานของอุปกรณ์เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นจะสามารถทำได้ดีมากขึ้นผ่านการใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ หรือ 5G เข้ามาช่วย

 


อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และ 5G ช่วยเชื่อมต่อและสั่งงานทุกอุปกรณ์ในบ้านได้แบบ Seamless 

 

การเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การใช้งานของอุปกรณ์อัจฉริยะนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะช่วยในการสั่งการและแจ้งเตือนการตั้งค่าต่าง ๆ ของอุปกรณ์อัจฉริยะได้ ในยุคที่ 5G เข้ามามีบทบาทยิ่งทำให้ทุกการเชื่อมต่อดีขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่รวมไปถึงความหน่วงต่ำ (Low Latency) ซึ่งเอื้อให้ทุกอย่างตอบสนองได้แบบเรียลไทม์ พร้อมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ภายในบ้านของคุณที่เชื่อมต่อกับเน็ตบ้าน และตัวคุณที่อยู่นอกบ้าน ซึ่งเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ผ่านสมาร์ทโฟนทำให้ทุกอย่างเป็น Seamless 

 

 

เพียงแค่มีเน็ตบ้านและอุปกรณ์ IoT Smart Home คุณก็สามารถเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะได้แล้ว ยิ่งตอนนี้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ สามารถใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น True เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านยุคใหม่ที่ต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ได้ครบครัน จึงจัดแพ็กเกจเน็ตบ้านไฟเบอร์พร้อมอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น กล้อง CCTV และบริการเสริมต่าง ๆ เปลี่ยนบ้านคุณให้เป็นบ้านอัจฉริยะ ช่วยให้การเชื่อมต่อของคุณลื่นไหลได้กว่าที่เคย

 

 

 

 

ตอบโจทย์เทรนด์บ้านอัจฉริยะแห่งอนาคตด้วย Smart LivingTECH จาก True 

 

 

เทรนด์บ้านอัจฉริยะในอนาคตที่เน้นทั้งในเรื่องความปลอดภัย ความบันเทิง ความสะดวกสบาย และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สามารถเกิดขึ้นได้จริงทั้งหมด เพียงคุณมองหาตัวช่วยดี ๆ อย่างเทคโนโลยี Smart LivingTECH ของ True ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ภายในบ้านครบครัน อีกทั้งยังมีเน็ตบ้านทรูออนไลน์ที่เสถียรและเร็วแรง ช่วยเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ให้สามารถควบคุมได้อย่างราบรื่น เปลี่ยนให้บ้านดูแลคุณ และเปลี่ยนให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อ่านต่อ
ถ้าคุณได้ก้าวเข้าสู่โลก Metaverse คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
True Blog 31 มี.ค. 2565

โลกสองใบอาจจะกำลังเกิดขึ้นกับคุณก็ได้ นอกจากโลกที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คุณอาจมีโลกอีกหนึ่งใบ นั่นก็คือ  Metaverse (จักรวาลนฤมิต) โลกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม โลกที่เปิดให้ผู้คนได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์และทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้นที่ไซเบอร์ ผ่านตัวตนสมมติที่ถูกสร้างขึ้นซึ่งเรียกกันว่า อวตาร (Avatar) นั่นเอง
 

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของ Metaverse จะเห็นพัฒนาการตั้งแต่ยุคแรกสุด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1968 หรือ 54 ปีที่แล้ว โดยมีการคิดค้นและออกแบบอุปกรณ์ที่ชื่อว่า The Sword of Damocles ให้เป็นเครื่องสวมที่ใช้ครอบศีรษะพร้อมกับครอบตาในลักษณะคล้ายแว่นตาที่จำลองโลกเสมือนขึ้นมา และครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้สัมผัสกับโลกเสมือน ถึงแม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในทันที แต่ก็ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตามยุคสมัย 
 

ปัจจุบันได้มีการพูดถึงเป็นประเด็นฮอตที่ทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจกับโลกเสมือนอีกครั้ง เมื่อมีความเคลื่อนไหวจากเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น เมตา (Meta) เพื่อเป็นการปูทางเข้าสู่โลก Metaverse เพราะเล็งเห็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างรายได้ในโลกเสมือนจริง จึงเป็นเรื่องที่คนทั้งโลกต่างตั้งคำถามมากมายว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากเราได้ก้าวเข้าสู่โลก Metaverse (จักรวาลนฤมิต)
 


สิ่งที่จะเปลี่ยนไป เมื่อเกิด Metaverse ขึ้นในโลกของเรา จะตรงกับที่คุณคิดไว้หรือเปล่า
 

ในปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถสร้างโลกเสมือนมาใช้ และเราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ในอดีตคุณทำได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่คิดว่าคนรุ่นใหม่น่าจะได้ร่วมสัมผัสกันในไม่ช้า คือ การนำเทคโนโลยี AR มาเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับการศึกษา เช่น วงการแพทย์ ได้มีการจำลองภาพเสมือนสำหรับการผ่าตัดขึ้น เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ใช้เครื่องจริงในการผ่าตัดโดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งช่วยให้ระบุตำแหน่งการผ่าตัดได้แม่นยำถึง 85% และกำลังเป็นที่ยอมรับในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในวงการแพทย์มากขึ้น
 


ขยับมาสำหรับวัยทำงาน ชาวออฟฟิศทั้งหลายเริ่มคุ้นชินกับการประชุมออนไลน์กันแล้ว ในอนาคตหากมีการนำเทคโนโลยีสร้างโลก Metaverse ขึ้นมาได้จริง การประชุมของคุณจะมีความล้ำเหมือนในห้องแล็บที่หลุดจากภาพยนตร์เรื่อง Avengers แบบที่คุณสามารถคุยกับเพื่อนร่วมงานที่อยู่ต่างพื้นที่กันได้เหมือนกำลังยืนคุยกันซึ่งหน้า และยังสามารถเปิดไฟล์งานออกมาดูในรูปแบบของสามมิติ ที่จะช่วยให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพและสนุกยิ่งขึ้น ตัดปัญหาการทำงานที่บ้านกับอาการเหงา คิดอะไรไม่ออก เพราะไม่เจอเพื่อนร่วมงานไปได้เลย

 


ด้านวงการภาพยนตร์ เริ่มมีการนำเนื้อหาเกี่ยวกับ Metaverse มาสร้างสรรค์ให้คุณได้รับชมกันมากขึ้น หลายคนอาจจะเคยชม Ready Player One (2018) ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เล่นเกมและใช้ชีวิตมีตัวตนที่แตกต่างจากความเป็นจริงในโลกเสมือน หรือล่าสุดกับภาพยนตร์เรื่อง Spider man : No Way Home (2021) ที่พูดถึงการเชื่อมต่อโลกจากหลากหลายมิติเข้าไว้ด้วยกัน โดยเรียกว่า ‘จักรวาลมัลติเวิร์ส’ ซึ่งใกล้เคียงกับโลก Metaverse ในเรื่องการเชื่อมต่อของคนจากหลายพื้นที่เข้าหากัน ภาพยนตร์จึงเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทำให้คุณได้เข้าใจโลก Metaverse  ได้มากขึ้นก่อนที่เราจะได้สัมผัสกับของจริงในอนาคต เชื่อว่าขณะที่คุณกำลังดูภาพยนตร์อยู่คงสงสัยกันบ้างว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ บอกได้เลยว่าถ้า Metaverse ได้เกิดขึ้นเรื่องเหล่านั้นจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
 

วงการเพลงก็ไม่พลาดที่จะหยิบเรื่อง Metaverse มาสร้างสีสันให้กับงานของศิลปิน ล่าสุด Ariana Grande ได้จัดคอนเสิร์ตผ่านเกม Fortnite ในซีรีส์คอนเสิร์ต Rift Tour ซึ่งแฟนๆ จะสามารถเข้าชมคอนเสิร์ตได้ผ่านตัวละครเกมที่ถูกสร้างขึ้น ทำให้การจัดคอนเสิร์ตนั้นเหนือจินตนาการ ศิลปินจะเหาะเหินเดินบนอากาศ หรือเปลี่ยนเวทีให้ลอยอยู่บนท้องฟ้าก็ย่อมได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ในโลกความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ศิลปินตัวจริงก็ตาม แต่ก็สามารถเติมเต็มความคิดถึงให้กับแฟนเพลงได้ไม่น้อยเลย เพราะทำให้คุณได้ใกล้ชิดศิลปินเข้าไปอีกขั้น นับเป็นมิติใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการเพลงและกำลังเป็นที่นิยมของศิลปินต่างชาติด้วย อย่างสาวๆ เคป๊อปวง ‘Aespa’ ที่มีการสร้างคาแรคเตอร์ของวงจากตัวละครในโลกเสมือน เพื่อสร้างเรื่องราวให้น่าสนใจให้แฟนๆ ได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ส่วนในประเทศไทยของเราก็ไม่น้อยหน้าใคร ตอนนี้มีสตูดิโอเสมือนแล้วด้วย อย่างทรู 5G XR Studio ล้ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดได้ชวนศิลปินที่มียอดสตรีมสูงสุดบนยูทูปไทย ‘มนต์แคน แก่นคูน’ มาทำโชว์สุดพิเศษในรูปแบบมุมมองอัจฉริยะ 360° กับรายการ TRUE 5G MUSIC X MONKAN จัดเต็มให้แฟนๆ ได้ตื่นตาอย่างจุใจ
 


ยังมีอีกหลายวงการที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทั้งด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมาสร้างงานให้เห็นเป็นภาพเสมือนจริงได้ก่อนลงมือ ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น ภาคอุตสาหกรรมที่วิศวกรใช้ AR ในการดูแลซ่อมบำรุงเครื่องจักร จากเดิมที่ดูเป็นงานหินสำหรับเครื่องจักรชิ้นใหญ่ ตอนนี้ทำได้สะดวกมากขึ้น หรือแม้กระทั่งโลกของแฟชั่นแบรนด์ชั้นนำที่หันมาทำสกินหรือชุดของตัวละครในเกม ซึ่งนอกจากจะลดการทำลายสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ต้องตัดเย็บจริงแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้มหาศาล จะเห็นได้ว่าหลายๆ วงการต่างก็เริ่มก้าวเข้าสู่โลกของ Metaverse กันแล้ว
 


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้  แต่หลายคนอาจยังมีคำถามในใจว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ  หากมองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนที่โลกของเราจะเจอวิกฤตโรคระบาด ณ ตอนนั้นยังไม่มีใครเคยคิดว่าจะสามารถทำงานแบบ Work From Home ได้รอด เพราะต้องติดต่อสื่อสารกันผ่านออนไลน์อย่างเดียว แต่ปัจจุบันการทำงานที่บ้านกลายเป็นสิ่งปกติใหม่ของหลายๆ องค์กร พร้อมไปกับการปรับวิถีชีวิตอีกหลายอย่าง  โลก Metaverse ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน การที่เราจะก้าวเข้าสู่โลกนั้นได้อย่างเต็มตัว  คงจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที  ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนวิถี รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง  คำถามต่อมาคือ แล้ว Metaverse จะสามารถเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้างล่ะ
 

‘โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และระบบนิเวศดิจิทัล’ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผลักดันโลก Metaverse ทำให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่โลก Metaverse ได้ตลอดเวลา ทั้งยังทำให้การรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กันและมีเสถียรภาพ กล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตทำให้ทุกคนได้เข้าถึงแหล่งความรู้ ข้อมูล และความบันเทิงต่างๆ มากมาย การเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา เป็นพลังสำคัญที่จะเปิดประตูให้เราได้ก้าวเข้าสู่โลก Metaverse ไปพร้อมกัน 

 

ทรู 5G อีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนที่จะสนับสนุนให้ทุกคนก้าวเข้าสู่โลก Metaverse ได้
 

ในยุคนี้ที่ Metaverse กำลังเกิดขึ้นเหมือนเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของโลกออนไลน์ ที่ตอนนี้สามารถนำหลากหลายเทคโนโลยีมารวมกันไว้ได้ ทำให้ทุกคนสามารถทำทุกอย่างบนโลกออนไลน์ได้ผ่านการใช้ 5G และอินเทอร์เน็ตที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์เราก้าวเข้าสู่โลก Metaverse ได้นั่นเอง และทรูในฐานะผู้นำบริการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลครบวงจร จึงได้นำศักยภาพพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G ที่ครอบคลุมที่สุดในไทย เร็วแรง และครบกว่า เพื่อทำให้การเชื่อมต่อนั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรูมุ่งมั่นพัฒนาอยู่เสมอ นอกเหนือจากนั้น ทรูยังได้เปิดประสบการณ์ให้กับคนที่อยากลองสัมผัสกับโลกเสมือนจริง ซึ่งสามารถไปชมได้ที่ True 5G Worldtech X มิติใหม่แห่งนวัตกรรม 5G เนรมิตพื้นที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค ให้ทุกคนได้สัมผัสนวัตกรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านการถ่ายทอดด้วยเทคโนโลยี  XR Glass ในโลกเสมือนจริงสุดล้ำ และเอ็นจอยกับโลก Metaverse ได้อย่างที่ต้องการ
 


 


ถ้าคุณกำลังนึกถึงอะไรก็ตามที่เหนือจินตนาการมากกว่าที่เราได้เล่ามาทั้งหมด ตอนนี้ก็เตรียมตัวให้พร้อมรับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อก้าวเข้าสู่โลก Metaverse ไปพร้อมๆ กันได้เลย

อ่านต่อ
5 ทริคดูแลผู้สูงวัย ทั้งสะดวกและปลอดภัยใน Smart Home กับ Living TECH
True Blog 09 ก.ย. 2565

"บ้าน" เป็นพื้นที่ที่จะสร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับกาย และสร้างความอบอุ่นให้กับใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะกับสมาชิกคนสำคัญอย่างผู้สูงอายุวัยเกษียณ

 

เมื่อไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุเปลี่ยนจากการออกไปทำงานทุกวันมาเป็นการใช้ชีวิตอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และอาจต้องอยู่เพียงลำพังระหว่างที่ลูกหลานออกไปเรียนและไปทำงาน หน้าที่สำคัญสำหรับลูกหลานคือ การเอาใจใส่ดูแล สร้างความสุขกายสบายใจ ควบคู่ไปกับการจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและวางใจได้ในระหว่างที่อยู่ห่างไกลพวกท่าน

 

 

ในยุคดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีและตัวช่วยดี ๆ มากมาย มาลองดูทริคดูแลผู้สูงวัยที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ที่บ้าน เพื่อดูแลคนที่รักได้อย่างง่ายดายกัน

 

 

5 ทริคดูแลผู้สูงอายุที่บ้านด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง True LivingTECH 

 

 

ในวันที่ทุกเจเนอเรชันคุ้นเคยกับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย จึงเป็นเรื่องง่ายที่ใช้เทคโนโลยีมาผนวกเข้ากับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้ ด้วยการเลือกใช้นวัตกรรมโซลูชัน True LivingTECH ที่ช่วยให้บ้านธรรมดา ๆ กลายเป็น “บ้านอัจฉริยะ” เพียงเลือกอุปกรณ์อัจฉริยะ Smart Living จาก True มาใช้ในบ้าน ติดตั้งเองก็ง่ายแบบ DIY และเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นด้วยเน็ตบ้าน  แค่นี้ก็สามารถสั่งการและควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน True LivingTECH ซึ่งเป็น All-in-One Application ใช้งานทุกอย่างง่ายมาก ๆ ในแอปเดียว มาดูกันว่าจะมีทริคที่แมตช์กับอุปกรณ์อัจฉริยะชิ้นไหนที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ผู้สูงอายุไปพร้อมกัน

 

 

1. เปิดไฟสว่าง ให้มองเห็นชัดเสมอ : เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญ ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาสายตาที่พร่ามัว ทำให้การมองเห็นเป็นเรื่องที่ยากหากอยู่ที่มืด หรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ดังนั้น เราสามารถเลือกใช้อุปกรณ์อัจฉริยะอย่าง Smart Light Bulb หลอดไฟอัจฉริยะ และทำงานร่วมกับ Motion Sensor อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว  ซึ่งเซนเซอร์จะทำการแจ้งเตือนเมื่อมีคนเดินผ่าน และสามารถสั่งการเปิดไฟให้หลอดไฟอัจฉริยะทำงานได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมองเห็นพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน หรือก้าวขึ้น-ลงบันไดได้อย่างปลอดภัย

 

 

 

 

2. ดูแลความปลอดภัยได้จากทุกที่ แม้อยู่ห่างไกลกัน : เมื่อลูกหลานต้องออกไปทำงาน เรียนหนังสือทั้งวัน หรือแม้แต่อยู่กันคนละบ้าน การเลือกใช้อุปกรณ์ดูแลความปลอดภัยจากระยะไกลก็ช่วยให้วางใจได้มากขึ้น อย่าง Smart CCTV Camera กล้องวงจรปิดอัจฉริยะแบบไร้สาย ที่สามารถบันทึกได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียง เฝ้าระวังบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังมี Motion Detection Alarm ตรวจจับการเคลื่อนไหวภายในบ้าน และสามารถพูดคุยผ่านกล้องได้ เหมือนเราดูแลพวกท่านอยู่ไม่ห่างตลอดเวลา

 

 

 

 

3. เพิ่มช่องทางการติดต่อได้ทันที ในกรณีฉุกเฉิน : ในช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง อาจเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด Emergency Button ปุ่มฉุกเฉินอัจฉริยะ เป็นตัวช่วยที่รวดเร็วในยามคับขัน เพียงกดปุ่มฉุกเฉิน ข้อความจะถูกส่งไปยังลูกหลานทันที เพื่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

 

 

4. ป้องกันผู้บุกรุก ปิดล็อคประตูได้อัตโนมัติ ไม่กลัวหลงลืม : การล็อคประตูบ้าน เป็นการป้องกันและสร้างความปลอดภัยในกับสมาชิกในบ้านได้ แต่ระหว่างวันผู้สูงอายุที่อยู่บ้านอาจมีกิจกรรมทั้งในบ้านและรอบบ้านมากมาย ก็ทำให้หลงลืมในการล็อคประตูบ้านได้เช่นกัน ดังนั้นหากติดตั้ง Smart Door Lock ประตูล็อคอัจฉริยะ ไว้ เราก็สามารถเช็กผ่านแอปได้เสมอว่าประตูบ้านได้ถูกล็อคเรียบร้อยแล้วหรือไม่ และสามารถสั่งการล็อคประตูผ่านแอปได้ด้วย เท่านี้ก็สบายใจหายห่วงแล้ว

 

 

5. ไม่ปล่อยให้เหงา เข้าครัวทำกับข้าวได้แบบสบายใจ หายห่วง : สำหรับผู้สูงอายุที่ชอบเข้าครัว ก็ไม่ต้องกลัวปัญหา ถ้าลืมปิดเตาไฟ หรือระบบน้ำที่อาจรั่วไหลจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ เมื่อติดตั้ง Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับควัน และ Water Leak Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับน้ำรั่วไหล หากตรวจจับพบเจอควันที่มากผิดปกติ หรือมีน้ำรั่ว อุปกรณ์จะแจ้งเตือนด้วยเสียง และส่งข้อความเตือนไปยังแอป ช่วยให้สามารถจัดการปัญหาหรือติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยดูแลแก้ไขได้ทันที

 

 

 

 

สำหรับใครที่จะลองนำ 5 ทริคนี้ไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน วันนี้ True พร้อมช่วยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย จัดการได้ที่ปลายนิ้วผ่าน แอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวอย่าง True LivingTECH โปรสุดทุกเรื่องบ้านอัจฉริยะ ที่ใช้งานสะดวก และง่ายดายเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน จึงไม่ซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้สูงอายุจะเข้าใจและใช้งานได้

 

 

นอกเหนือจากการดูแลความปลอดภัยผ่านการใช้เทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญคือ ความห่วงใยเอาใจใส่ ให้ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวที่เรารักอยู่สบายทั้งกายและใจ และใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวอย่างแท้จริง เมื่อมีเวลาว่างลองชวนพวกท่านออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรือชวนครอบครัวทำกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างแรงกายแรงใจที่ดี ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่าง LivingTECH ช่วยดูแลความปลอดภัยและเติมเต็มความสุขให้กับครอบครัวได้มากกว่าที่เคย

 

อ่านต่อ