True Together

ถอดเบื้องหลังความสำเร็จ 2 ซูเปอร์แอป dtac app และ True iService ที่พัฒนาจากความหลากหลายเชิงประสบการณ์
True Blog 23 มิ.ย. 2566
  • dtac app แอปพลิเคชันศูนย์กลางของทุกการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและดีแทค ที่มาพร้อมกลยุทธ์การสร้างรายได้จากการทำตลาดเฉพาะตัว
  • True iService แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นด้วยความใส่ใจทุกขั้นตอน เพื่อให้ลูกค้าสามารถให้บริการตนเองได้แบบอัตโนมัติ

 

บทวิจัยของ Harvard Business School ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ คือ “ความหลากหลาย” ความหลากหลายนี้ ไม่ได้หมายความเพียงความหลากหลายที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (Inherent diversity) แต่ยังหมายรวมถึงความแตกต่างที่เกิดจากขึ้นจากภูมิหลังและประสบการณ์ (Acquired diversity)

 

True Blog ขอพาทุกท่านไปรู้เบื้องหลังเรื่องราวความสำเร็จของ 2 นวัตกรรมซูเปอร์แอป ได้แก่ dtac app และ True iService นั้น กว่าจะเป็นวันนี้ ต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงคุณค่าแห่งความแตกต่างหลากหลายในการทำงาน

 

dtac app กับภารกิจดีทั่วดีถึง

 

ทิพอาภา สุขสถิตย์ หัวเรือใหญ่ผู้พัฒนา dtac app ฉายภาพความสำเร็จของ dtac app ให้ฟังว่า dtac app ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 2553 โดยมีเป้าหมายให้เป็น “ศูนย์กลางของทุกการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและดีแทค” ซึ่งพัฒนามาถึงเวอร์ชันที่ 10 แล้ว จากจุดเริ่มของ dtac app นั้นส่งผลให้ปัจจุบันดีแทคมีลูกค้าที่ใช้งานดิจิทัลต่อเดือน (MAU: Monthly Active Users) ที่ 8.4 ล้านราย (ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2566) เติบโตจากสิ้นปี 2565 ที่ 7.7 ล้านราย โดยเป้าหมายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 10 ล้านราย ซึ่งถือว่ามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ dtac app มีอัตราการเติบโตสูง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของฐานลูกค้า ประกอบด้วย 3 ปัจจัย

  1. Capability ความสามารถของแอปที่มากขึ้น โดยเฉพาะ dtac Beyond ฟีเจอร์รวมสินค้าและบริการดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้นมากกว่าบริการโทรคมนาคม และเป็น One Stop Service เช่น Gaming Nation ที่ให้ลูกค้าสามารถเติมไอเท็มเกมภายในเเอป จากเดิมที่ต้องออกไปยังเว็บไซต์ อำนวยความสะดวกให้เหล่าเกมเมอร์มากขึ้น
  2. Exclusivity สิทธิพิเศษที่แตกต่างที่ dtac app มอบให้กับผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ลูกค้าจะได้รับเงินพิเศษเป็น 150 บาท เมื่อเติมเงิน 130 บาท ผ่าน dtac app และสำหรับลูกค้าใหม่ที่ดาวน์โหลดแอปจะได้รับ 30 coins ทันที
  3. Offers บริการใหม่ที่ตรงใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็น Killer feature ของปีที่ผ่านมา คือ dtac Facebook Autoflex บริการยืมเน็ตผ่าน Facebook ซึ่งเป็นบริการที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง Telenor Digital, Meta และดีแทค ซึ่งในฟีเจอร์นี้ช่วยดึงดูดกลุ่ม “ลูกค้าใจดีให้ยืมเน็ต” ให้เข้ามาใช้งาน ทำให้ในปี 2565 มีผู้ใช้งานดิจิทัลเพิ่มขึ้น 24%

 

ความหลากหลายเชิงประสบการณ์

 

 

ด้าน ภัทรวดี ลีกุลพิทักษ์ Head of Growth ของ dtac app อธิบายเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของลูกค้าดีแทคว่ามาจากหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ “ความแตกต่าง” ซึ่งไม่ใช่เพียง Inherent diversity หรือความหลากหลายที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น เพศ ชาติพันธุ์ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง Acquired diversity ความแตกต่างที่เกิดจากขึ้นจาก “ประสบการณ์” ในบริบทของการพัฒนาแอปให้เป็นที่นิยม มีผู้ใช้งานหลักหลายล้านนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายแผนก อาศัยองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญหลากหลายศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่การโค้ดดิ้ง ไอที แต่ยังต้องอาศัยความเป็น “มนุษย์” สื่อสารให้เข้าใจ ออกแบบการใช้งานให้ง่ายที่สุด

 

ทิพอาภา เล่าภาพทิ้งท้ายว่า สำหรับปีนี้ กลยุทธ์สำคัญยังคงเป็นเรื่องการของการเพิ่มความสามารถของแอปโดยเฉพาะในส่วนของ dtac Beyond ซึ่งเป็นบริการอื่นนอกเหนือจากบริการโทรคมนาคม นอกจากนี้ ยังจะเน้นไปที่การสร้างรายได้ (monetization) ผ่าน dtac app ผ่านการทำการตลาดเฉพาะตัว (personalization) โดยร่วมมือกับทีม Customer Value Management นำพฤติกรรมการใช้งานกับพฤติกรรมการซื้อมาวิเคราะห์ร่วมกัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มีการปกป้องข้อมูลและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA เพื่อให้ลูกค้าแบรนด์ดีแทคสามารถเข้าถึงบริการที่ดีที่สุด

 

กว่าจะเป็น True iService

 

อีกหนึ่งบริการที่ประสบความสำเร็จให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระเต็มที่ด้วยตัวเอง ก็คือ True iService ที่มีผู้ใช้งานทั้งสิ้นราว 5.2 ล้าน MAU ( Monthly Active Users) อัตราการเติบโตที่ 12% ต่อปี โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าสามารถให้บริการตนเองได้แบบอัตโนมัติ ครอบคลุมทั้งบริการก่อนและหลังการขายของผลิตภัณฑ์ทรู อาทิ การตรวจสอบยอดบิลและชำระค่าบริการ การเปิดใช้งานและลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ การซื้อแพกเกจเสริมสำหรับโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตบ้าน และการแก้ไขปัญหาการใช้งานเบื้องต้น

 

 

นพวรรณ โพธิ์งามวงศ์ หัวเรือใหญ่ของ True iService อธิบายว่า True iService เป็นแอปที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์บริการแบบครบวงจรทั้งก่อนและหลังการขายของผลิตภัณฑ์ทรู ได้แก่ TrueMove H, True Online และ TrueVisions โดยเมื่อกลางปี 2565 ที่ผ่านมา มีการปรับปรุงยกระดับการให้บริการภายในแอปครั้งใหญ่ เพื่อให้ลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้งานบนแอปที่ดีและสะดวกยิ่งขึ้น

 

ในปัจจุบัน True iService มีจุดเด่นเรื่องของการตอบโจทย์บริการหลังการขายให้ลูกค้าสามารถจัดการบริการต่าง ๆ ได้เองตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมงานได้เพิ่มขีดความสามารถแชทบอท AI  “มะลิ” ให้ฉลาดยิ่งขึ้น  สามารถแนะนำบริการและแก้ไขปัญหาลูกค้าเบื้องต้น ตลอดจนแก้เหตุขัดข้องทางเทคนิค รวมทั้งมีบริการ Network Excellence On-hand ที่ช่วยตรวจสอบสัญญาณและแก้ปัญหาได้ทันที บริการ Pay for Others สำหรับจัดการบิลหรือเติมเงินให้คนในครอบครัวหรือผู้อื่นได้ บริการ Digital eSIM ที่ลูกค้าสามารถเปิด eSIM เบอร์ใหม่ หรือเปลี่ยนซิม โอนย้ายในเครื่องได้เอง รวมถึงบริการ Caller ID Block สำหรับบล็อกเบอร์โทรที่ไม่ต้องการหรือไม่รู้จัก ซึ่งบริการที่ครบวงจรในแอป True iService นี้ ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและลดจำนวนสายลูกค้าที่ติดต่อเข้าคอลเซ็นเตอร์ได้ถึง 15% ในปี 2565

 

“ความท้าทายของ True iService คือการพัฒนาแอปให้ครอบคลุมทุกบริการของทรู ทั้ง mobile และ non-mobile ดังนั้น การใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centricity) จึงถือเป็นหลักคิดสำคัญของการพัฒนา True iService” นพวรรณกล่าวและเสริมว่า ที่ผ่านมาล้มลุกคลุกคลานนับไม่ถ้วน แต่ทั้งหมดคือการเรียนรู้ เพื่อให้บริการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

 

ความหลากหลาย: เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยี

 

ด้าน รฐา ศรีวัฒรางกูร Senior Product Owner ผู้รับผิดชอบด้านออกแบบแอปพลิเคชัน เล่าเบื้องหลังการพัฒนาว่า กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ ทีม True iService ที่ประกอบด้วยคนที่มีความหลากหลายด้านความรู้และประสบการณ์ต่างต้องทำงานกันอย่างหนัก ลงไปสอบถาม คลุกคลีกับลูกค้าหน้าร้านและพนักงาน True Shop ร่วม 3 เดือน เพื่อให้ทีมเข้าใจ journey การใช้งานและความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

 

“การทำงานกับผู้คนที่มีภูมิหลังที่หลากหลาย ทำให้วิธีคิดและมุมมองต่อปัญหาต่างกัน ดังนั้น การสื่อสารและความเข้าใจคนทำงานด้วยกันจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ เพราะบางครั้ง แม้จะเป็นคำเดียวกัน แต่การตีความนั้นก็อาจคลาดเคลื่อนหรือแตกต่างกันได้ จึงจำเป็นต้องรีเช็กความเข้าใจทุกครั้ง” นพวรรณกล่าวว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่มีพื้นฐานมาจากวิศวกร ดังนั้นการมองปัญหาและวิธีแก้ไขจะมองแบบวิศวกร แต่การทำงานกับคนหลากหลายทำให้เข้าใจมุมมองของทีมงานที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน

 

ในภาพกว้าง เธอทั้ง 4 คนให้มุมมองในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจัยสำคัญของเทคโนโลยีคือ “ความเป็นมาตรฐาน” (standardization) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากมุมมองและความร่วมมือกัน (collaboration) ที่แตกต่างหลากหลายของผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน ซึ่งท้ายที่สุด เทคโนโลยีนี้เองที่เป็นเครื่องมือในการ “เชื่อม” ความแตกต่างของคนในสังคมให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

อ่านต่อ
เคล็ด (ไม่) ลับ กับการทำงานอย่างมีความสุขในแบบฉบับทีมทรู
True Blog 16 มี.ค. 2566

เบื้องหลังความสำเร็จของงาน นอกจากความชำนาญ และความทุ่มเท ร่วมแรงร่วมใจของทีมที่มอบให้กับงานแล้ว ปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ความสุข”  โดยเฉพาะในองค์กรต่าง ๆ  หากพนักงานทำงานด้วยความสุขทั้งกายและใจเป็นพื้นฐานแล้ว องค์กรนั้นย่อมมีบรรยากาศการทำงานที่ดี และก่อเกิดนวัตกรรม สร้างผลงานที่โดดเด่นเช่นกัน

 

องค์กรยุคใหม่ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีความสุข ทั้งทางกายและทางจิตใจไปพร้อมกัน สำหรับประเทศไทย ทรู เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นดูแลและให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคนเป็นอันดับแรก โดยส่งเสริมให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขในทุกด้าน นอกเหนือจากการดูแลด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังใส่ใจในการส่งเสริมความสุขใจทั้งในการทำงานและการดำเนินชีวิตไปพร้อมกัน ผ่านสวัสดิการและกิจกรรมที่หลากหลาย

 

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้สาระความรู้ไปพร้อมกับการสนับสนุนความสุขของพนักงานยิ่งขึ้น คือ การพบปะพูดคุย และรับฟังเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ จากผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่หลายคนชื่นชอบ ในหัวข้อที่หลากหลาย ซึ่งขอหยิบยกเคล็ดลับดี ๆ จาก 2 กิจกรรมเด่นในช่วงที่ผ่านมา ให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้ด้วยกัน

 

ความสุขที่มาพร้อมกับการรู้จักตัวเอง

 

 

ในการทำงานและการใช้ชีวิต พนักงานอาจมีความเครียดได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดได้กับทุกคน บางคนอาจจะเครียดโดยไม่รู้สึกตัวได้เช่นกัน ภาวะเช่นนี้เราหาทางป้องกันและแก้ไขได้ โดยแปรเปลี่ยนให้เป็นการรู้จักตัวเองและนำมาซึ่งความสุข


ดร. โฟม สุธาสินี เชาวน์เลิศเสรี นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตองค์กร ผู้ก่อตั้ง ALRISE ศูนย์บริการเชิงจิตวิทยาและพัฒนาบุคคลเชิงองค์รวม ได้มาแชร์เทคนิคน่ารู้ในการรู้จักตัวเองผ่านวิธีการทำ Self-reflection  หรือการสะท้อนตัวเองจากการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวเอง เพื่อให้ชาวทรูได้นำไปใช้ในการสร้างความเข้าใจและพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

 

1. สำรวจก่อนว่าเราพร้อมที่จะอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ หรือไม่ หากไม่พร้อมให้ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เสริมสร้างความสุขให้สบายใจ เช่น ร้องเพลง กิน เที่ยว ไปอยู่กับธรรมชาติ

 

2. เมื่อพร้อมแล้ว ให้หาช่วงเวลาที่จะนั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อยู่คนเดียวในห้อง ไม่มีใครรบกวน อย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง  

 

3. เตรียมกระดาษ ปากกาให้พร้อม เพื่อเขียนตอบตัวเองในกระดาษว่า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเราบ้าง สถานการณ์ที่เราเจอเป็นอย่างไร ในจุดนี้หลายคนอาจจะมีคำถามว่า ถ้าคิดไม่ออกจะทำอย่างไร เราต้องให้เวลาตัวเองเพิ่ม นี่คือชีวิตของเรา มีเพียงเราคนเดียวเท่านั้นที่รู้

 

4. หลังจากเขียนปัญหาออกมาแล้ว ให้ถามตัวเองต่อไปว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สาเหตุมาจากไหน โดยถามตัวเองด้วยคำถามเดิมนี้ ทั้งหมด 5 รอบ เพื่อให้เราค่อย ๆ เจาะลึกถึงลงไปเรื่อย ๆ จนเจอสาเหตุที่แท้จริง

 

5. กระบวนการทั้งหมดจะทำให้เราเห็นปัญหา รู้สาเหตุ และเข้าใจตัวเองยิ่งขึ้น หลายคนอาจมีเรื่องที่อยากทำความเข้าใจตัวเองหลายเรื่อง ให้เริ่มจากเรื่องเดียวก่อน เมื่อทำสำเร็จแล้วไปหนึ่งเรื่องแล้ว จึงย้อนกลับมาทำตามขั้นตอนแรกเพื่อจัดการเรื่องอื่น ๆ ต่อไป

 

การทำ self-reflection นี้ ก็เพื่อให้เราเข้าใจตัวเอง และจัดการเรื่องที่ติดค้างอยู่ เพื่อให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆ และตัวเองมากขึ้น และเกิดความสุขและสบายใจมากขึ้นนั่นเอง

 

ทำงานสนุกแบบพลังใจล้น เราทุกคนพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน

 

 

การมีคนเข้าใจ แบ่งปันพลังงานบวก ย่อมทำให้จิตใจมีความสุขและพร้อมทำงานได้อย่างเต็มที่ ดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความรักความสัมพันธ์ จากรายการ Club Friday ได้พูดคุยถึงแนวโน้มหรือกระแสที่สังคมคนทำงานและองค์กรพูดถึงกันมากโดยเฉพาะตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 นั่นคือ ภาวะการหมดไฟในการทำงาน พร้อมแชร์ข้อคิดและเคล็ดลับดี ๆ ให้ชาวทรูได้อบอุ่นใจ เพิ่มพลังการทำงานได้อย่างมีความสุขล้นเหลือ ด้วยวิธีที่ง่าย ๆ แต่ทำแล้วสบายใจมาก

 

1. ทุกคนท้อได้ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เราอาจได้ยินคำว่า ‘ท้อแล้วให้รีบลุกขึ้นมา’ แต่จะดียิ่งกว่าถ้าเรายอมรับความจริงก่อนว่า เรากำลังเริ่มเหนื่อย เพราะการที่จิตใจและร่างกายเริ่มเข้าภาวะหมดไฟ นั่นหมายความว่า ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่า เราใช้ร่างกายหนักเกินไป

 

2. หากอยากมีพลังทำงานในทุก ๆ วัน ให้ถามตัวเองบ้างว่า เหนื่อยไหม ถ้าเหนื่อยต้องพัก ซึ่งวิธีการพักไม่ต้องมองถึงสิ่งไกลตัว แค่ได้กินของอร่อยที่อยากกิน เจอเพื่อนก็ได้ ที่สำคัญก็คือ อย่าทำแต่อะไรที่เป็นกิจวัตรประจำวัน จนกระทั่งลืมไปว่า ความต้องการจริง ๆ ของเราคืออะไร

 

3. คำชื่นชมจากหัวหน้าเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเป็นกำลังใจเพื่อจะบอกว่าคน ๆ นั้นมีความสำคัญกับองค์กรแค่ไหน และสำคัญที่สุดคือ คำชมที่ให้กับตัวเอง ซึ่งการชมตัวเองไม่ใช่การโอ้อวด แต่เป็นการบอกให้รู้ว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพ เราจะได้รู้สึกมีพลังในตัวเองด้ว

 

นอกจากนี้ ดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ได้ทิ้งท้ายไว้เกี่ยวกับสวัสดิการในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพลังใจและดูแลสุขภาพใจของพนักงานว่า

 

ถ้าเมื่อไรก็ตามที่จิตใจของเราเหนื่อยล้า เราจะไม่มีพลังไปทำงาน ตอนนี้สวัสดิการในบริษัทหลายที่ทั่วโลกเน้นการดูแลสุขภาพใจ ส่วนในประเทศไทย ทรูเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องสุขภาพใจ เมื่อบริษัทดูแลดีทุกคนจะเอาหัวใจลงไปทำงาน และถ้าหากใครที่เอาหัวใจลงไปทำงาน ก็จะมีพลังบางอย่างที่ผลักดันให้เราเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน

 

ขับเคลื่อนองค์กรด้วยความสุขของพนักงาน

 

เพราะเชื่อว่า “คน” เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ทรูจึงมุ่งเน้นดูแลให้พนักงานทุกคนในองค์กรทำงานอย่างมีความสุข  เป็น People Organization ที่นึกถึงพนักงานเป็นอันดับแรก โดยดูแลความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ทั้งกายและใจ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานด้วยความมั่นใจ สบายใจ และมีความสุข

 

ในด้านของการดูแลความสุขและพลังใจนั้น นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมพบปะและแชร์เคล็ดลับความรู้ที่ดูแลและผ่อนคลายจิตใจแล้ว

 


 

ทรูยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายอย่างมากเช่นกัน ตั้งแต่การใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ เช่น จัดห้อง Nap ให้สำหรับพนักงานที่ต้องการมาพักผ่อนสมองและร่างกาย เพื่อความผ่อนคลายในช่วงพักระหว่างวันเป็นเวลาสั้น ๆ พร้อมเติมกำลังในการทำงานอย่างสดชื่น  หรือหากมีอาการเมื่อยล้าร่างกายก็มีบริการนวดเพื่อสุขภาพ หรือทำกายภาพบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่รักการออกกำลังกาย ให้ได้มาใช้ฟิตเนสในออฟฟิศ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่อื่นอีกด้วย เรียกได้ว่า ทรู จัดสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ และดูแลความเป็นอยู่และความสุขทั้งกายใจของพนักงานได้อย่างดีเยี่ยม

 

นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการที่ดูแลเฉพาะทางสำหรับผู้ที่ต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ผ่านบริการที่สะดวกด้วยการปรึกษาทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน MorDee เพราะเรื่องการดูแลสุขภาพใจเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพกาย

 

การทำงานที่เริ่มต้นด้วยจิตใจ และร่างกายที่ดี ถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะขับเคลื่อนให้ผลงานออกมาสำเร็จตามเป้าหมาย ฉะนั้นหมั่นเติมพลังใจ ทำให้ตัวเรามีความสุขเข้าไว้ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานต่อไปได้อย่างไร้ขีดจำกัดไปด้วยกัน

 

อ่านต่อ
จะนั่งทำงานที่ไหน ชาวทรูก็ใกล้ชิดกันได้ ผ่าน True Connect
True Blog 30 ก.ย. 2565

การระบาดของโควิด-19 ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ หลายองค์กรเริ่มจากปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานจากบ้าน (Work From Home) และยกระดับสู่การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work From Anywhere) จนทุกวันนี้กลายเป็นการทำงานวิถีใหม่ที่หลาย ๆ องค์กรมีทางเลือกให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Work โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานในออฟฟิศทุกวัน

 

การที่พนักงานสามารถทำงานจากสถานที่ต่าง ๆ ได้ กลายเป็นความท้าทายของฝ่ายบุคคล หรือ  HR ที่จะต้องคอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถทำงานได้ราบรื่นที่สุด อีกทั้งยังต้องเชื่อมโยงพนักงานให้ติดต่อประสานงานกันได้ง่าย และยังรู้สึกใกล้ชิดกับองค์กรเช่นเดิม ในสถานการณ์เช่นนี้ เทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ HR สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความคาดหวังของพนักงานทุกคนในองค์กร 

 

 

Mobile Application เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงการสื่อสารและการทำงานของพนักงานในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว เอื้อให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จากทุกที่และทุกเวลา ตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work ได้เป็นอย่างดี ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวล้ำไปมาก Mobile Application ก็สามารถพัฒนาให้มีฟังก์ชันหลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรได้มากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเสมือนศูนย์กลางการทำงาน ที่ทั้งรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สร้างระบบมอบหมายงานและอนุมัติงาน รวมถึงเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างกันของพนักงานทุกคน 

 

 

HR ยุคใหม่ในแบบทรู ดูแลพนักงาน สร้างความผูกพัน ผ่านแอปพลิเคชัน True Connect

 

 

ทรู ได้ทรานสฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัล ก้าวสู่เทคคอมปานีเต็มรูปแบบ  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ โดยมีการวางแผนและเตรียมความพร้อม มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างรอบด้าน ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนงาน และมีพนักงานเป็นเสมือนหัวใจที่ขับเคลื่อนให้องค์กรประสบความสำเร็จ ทรูจึงเน้นการพัฒนาคน ควบคู่กับการให้ความสำคัญเรื่องการดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสิ่งแวดล้อมที่สามารถเติมเต็มความรู้และทักษะแก่พนักงานจนเต็มศักยภาพ 

 

 

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทรูได้นำมาดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิด คือ แอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “True Connect” ซึ่งทำหน้าที่เป็น เหมือน Super App ที่รวมทุกบริการที่พนักงานทรูจำเป็นต้องใช้ทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยสามารถใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

 

ฟีเจอร์การใช้งานของ True Connect เรียกได้ว่า ครบ จบ ในแอปเดียว ที่สำคัญ คือ มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล ตัวอย่างฟีเจอร์เด่นที่พนักงานนิยมใช้งาน ได้แก่ Chat ที่ช่วยให้สื่อสารกันได้สะดวกผ่านการพิมพ์ข้อความ โทร วิดีโอคอล ทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม รวมถึงการส่งภาพ แชร์ไฟล์ ที่ดูย้อนหลังได้และไม่มีหมดอายุ  People  รวบรวมข้อมูลการติดต่อพนักงานทุกคนทั้งบริษัทไว้ในที่เดียว โดยสามารถค้นหาเพื่อนร่วมงานหรือติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ได้สะดวกมาก Portal รวบรวมระบบและเว็บไซต์อื่น ๆ ขององค์กรเอาไว้ เพื่อให้เข้าถึงสะดวก ไม่ต้องเข้าผ่านช่องทางอื่น  Form แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ ที่สะดวกต่อการอนุมัติงานต่าง ๆ จากระบบ พร้อมกับลดการใช้กระดาษ เป็นต้น

 

 

นอกจากนี้ พนักงานทุกคนยังเข้าถึงบริการ HR Services ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ์วันลา การขอสลิปเงินเดือน ใบรับรองการทำงาน  การเบิกค่ารักษาพยาบาลประกันสังคมและประกันสุขภาพ ไปจนถึงการรับสิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นสินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อพนักงานในกลุ่มทรู เรียกได้ว่า พนักงานทุกคนสามารถติดต่อบริษัทและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

 

 

รางวัล “HR Excellence Awards 2021” บทพิสูจน์องค์กรแห่งความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล

 

 

ทรูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนงาน ควบคู่กับ การดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทุกมิติ ด้วยความเชื่อว่า “คน” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญขององค์กร สะท้อนความสำเร็จด้วยรางวัล “HR Excellence Awards 2021” ระดับ Gold สาขาความเป็นเลิศด้านการนำนวัตกรรมมาใช้ในเทคโนโลยีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Excellence in Innovative Use of HR Tech) ในฐานะองค์กรที่มีการนำนวัตกรรมเทคโนโยดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างประสบการณ์ที่ดีด้านดิจิทัลให้แก่พนักงาน อันเป็นการเสริมสร้างและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วขององค์กรและธุรกิจในรูปแบบของ Digital Transformation โดยทรูเป็นองค์กรสื่อสารโทรคมนาคมไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัล “HR Excellence Awards 2021” สูงสุดถึง 9 สาขา ประกอบด้วย 2 รางวัลระดับ Gold และ 3 รางวัลระดับ Silver รวมทั้งได้รับการรับรองความเป็นเลิศในระดับประเทศอีก 4 สาขาจากสถาบัน Human Resources Online ประเทศสิงคโปร์  

 

 

 

 

สรุปข้อดีของการนำ Mobile Application มาใช้ในกลุ่มพนักงาน 

 

 

  • เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา พนักงานสามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การทำงาน การติดต่อสื่อสารกับคนในองค์กรเป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่น รวมถึงการเข้าถึงสวัสดิการของตัวเองได้อย่างง่ายดาย 
  • ทำงานได้เร็ว ลดความซ้ำซ้อน การรวมระบบงานต่างๆไว้ในแอปพลิเคชัน ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานรูปแบบเดิม รวมถึงเป็นการลดการใช้กระดาษได้อีกด้วย
  • สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานได้ง่ายขึ้น เมื่อพนักงานทุกคนสามารถรับข่าวสาร ข้อมูลสำคัญ พร้อมติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านแอปพลิเคชันที่เป็นศูนย์กลางขององค์กร เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ส่งผลต่อความรู้สึกผูกพันต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อนพนักงาน และองค์กรได้มากขึ้น
  • เก็บรักษาข้อมูลได้อย่างปลอดภัยสูงสุด การสื่อสารหรือส่งเอกสารสำคัญต่างๆในการทำงานผ่านแอปพลิเคชันภายในองค์กรจะเป็นการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลภายในองค์กร อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญถูกจัดเก็บไว้ในบริษัทด้วยระบบที่มีการดูแล ปกป้อง และคุ้มครองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงสุด 

 

 


ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนต่างใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันกันแทบทุกเจเนอเรชัน  Mobile Application จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารผ่านออนไลน์ที่เพิ่มความสะดวกในการสื่อสาร และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร อีกทั้งยังเป็นการสร้างประสบการณ์ดิจิทัล สร้างความผูกพันให้ทีมงาน เพื่อนร่วมงาน และองค์กร ใกล้ชิดกันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม

 

อ่านต่อ
คุยกับทีม TrueID กับภารกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ท่ามกลางความท้าทายในสมรภูมิ Streaming Platform ในประเทศไทย
True Blog 12 มิ.ย. 2566

รายงานข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ผู้บริโภควิดีโอออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อง Media Partners Asia (MPA) บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดสื่อระบุว่า ในปี 2023 สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่างๆ ในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การรักษาฐานลูกค้า การจัดการรับมือกับลูกค้าที่จะเลิกใช้บริการ รวมถึงการปรับขึ้นราคาค่าบริการ เป็นสำคัญ

 

อย่างไรก็ดี MPA ได้เสนอรายงานวิดีโอออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2023 โดยระบุว่า TrueID เป็นหนึ่งในสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มที่มีการเติบโตในประเทศไทย โดยจับกลุ่มผู้ชม Video On Demand แบบพรีเมียมในไตรมาสที่ 1 ได้ถึง 30% ซึ่งเป็นผลจากการคอนเทนต์การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของแพลตฟอร์ม

 

True Blog ขอพาทุกท่านไปพูดคุยกับทีมงาน TrueID ที่พร้อมมาเล่าถึงกลยุทธ์การทำงานและภารกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่งท่ามกลางความท้าทายในสมรภูมิ Streaming Platform ในประเทศไทย โดยมีคีย์สำคัญคือ การสร้างความแตกต่างและหลากหลายให้โดดเด่นในตลาด ทั้งในแง่ของคอนเทนต์ บริการ ที่ตั้งใจส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์เพื่อผู้ใช้งานในประเทศไทยโดยเฉพาะ

 

Local Player ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานไทยได้ตรงใจ


“ถ้าเทียบกันในตลาด TrueID ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ติดอันดับผู้นำในตลาด โดยมีจุดเด่นในด้านคอนเทนต์ที่มีมากกว่าวิดีโอสตรีมมิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสตรีมมิ่ง ไลฟ์ทีวี VOD (Video On Demand) เพลง ไปจนถึงข่าวและบทความ และที่สำคัญคือ การคัดสรรคอนเทนต์ได้ตรงใจผู้ใช้งานชาวไทยมากที่สุด” ณฐาศิริ ธนภัทรเธียรเลิศ Strategic Synergy Lead ของ TrueID เริ่มต้นด้วยการอธิบาย Position ในตลาด

 

 

 

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน TrueID มีผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU: Monthly Active Users) 36 ล้านราย (พฤษภาคม 2023) เติบโตจากช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2019 ที่มี MAU เพียง 10 ล้านราย โดยสัดส่วนผู้ใช้งานปัจจุบันแบ่งเป็นฐานลูกค้าทรู 75 เปอร์เซ็นต์ และผู้ใช้งานทั่วไป 25 เปอร์เซ็นต์


ทั้งนี้ จุดแข็งที่ TrueID ก้าวมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสมรภูมิสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มของประเทศไทย มาจากกลยุทธ์ด้านคอนเทนต์ดังต่อไปนี้

 

 

1. Partnership การการผนึกกำลังกับพันธมิตรอย่าง True Visions Now ที่เป็นผู้นำด้านคอนเทนต์กีฬาในตลาด ทำให้มีการถ่ายทอดรายการกีฬาระดับโลก อาทิ English Premier League, beIN Sports โดยคอนเทนต์กีฬาถือเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ผู้ชมในประเทศนิยม วัดได้จากช่วงฟุตบอลโลก 2022 ที่มียอดผู้ชมจาก TrueID สูงสุดถึง 42 ล้านคน


2. Exclusive Content คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งคอนเทนต์ลิขสิทธิ์และการผลิต Original Series โดยความร่วมมือกับ True CJ Creation (บริษัทร่วมทุนระหว่าง True Visions Group และ CJ ENM จากเกาหลีใต้) เช่น ซีรีส์เรื่อง 23:23 สัญญาสัญญาณ 


3. Localization การพากย์ภาษาไทยในคอนเทนต์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ชมไทยในระดับ Mass ให้เข้าถึงคอนเทนต์ต่างประเทศได้ง่าย และมีความเสมอภาค ไม่มีอุปสรรคด้านภาษา 


4.Personalization การคัดสรรคอนเทนต์ตรงความสนใจผู้ใช้งานเฉพาะบุคคล โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI โดยมีการแบ่งกลุ่มไว้ถึง 10 Persona Segments นั่นคือ Fan Ball, Anime Mania, Reality Fan, True Smart, Live Streamer, Reward Seeker, Trend Rider, Series Addict, Premium Streamer และ Casual Streamer  


Super App ที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

 

 

แอปพลิเคชัน TrueID พัฒนาขึ้นเพื่อเป็น Super App ที่เปิดกว้างให้ผู้ใช้งานทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหากเป็นลูกค้าของทรูจะใช้งานได้ใน Ecosystem ที่ครบภายในแอปพลิเคชันเดียว ทั้งการเข้าถึงคอนเทนต์ การแลกรับสิทธิพิเศษจาก True You การชำระค่าบริการที่สะดวกด้วยการจ่ายผ่าน True Money Wallet การช้อปปิ้งที่เชื่อมโยงไปถึงพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ ไปจนถึงการโทรและแชต (Call & Chat) ที่เป็นบริการที่ใช้ประโยชน์ของการเป็นบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยี 

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันโดยคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม เพื่อให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยพยายามลดความยากในการใช้งาน พร้อมกับการปรับปรุงให้สอดรับกับสภาพสังคมของผู้ใช้งานในปัจจุบันที่หลากหลาย

 

“ตอนนี้เราเพิ่มเมนูภาษาพม่าเพิ่มเข้ามาในหน้าการใช้งาน เพราะมีผู้ใช้งานเป็นพี่น้องชาวพม่าจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย เราพยายามตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มนี้ด้วย อีกส่วนหนึ่งคือการพยายามทำให้ฟีเจอร์หลายอย่างง่ายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่มผู้สูงวัยที่เป็นกลุ่มที่มีมากขึ้นเช่นกัน” ณฐาศิริกล่าว

 

ก้าวไปสู่การเป็น Content Aggregator

 

“TrueID ต้องปรับตัวให้ไว” คือสไตล์การทำงานที่ณฐาศิริเน้นย้ำ พร้อมเผยถึงก้าวต่อไปของ TrueID ว่า “ในอนาคตอันใกล้คือมุ่งไปสู่การเป็น Content Aggregator ที่ผนึกกำลังกับพาร์ตเนอร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อคัดสรรและรวบรวมบริการที่หลากหลายไว้ด้วยกัน สร้างความได้เปรียบในด้านสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากพันธมิตร รวมถึงความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคา ที่สามารถเสนอแพ็คเกจในลักษณะ Bundle ที่คุ้มค่าและมีทางเลือกหลากหลาย เพื่อดึงดูดลูกค้าหลายกลุ่ม รวมถึงเป็นการลดอัตราการเลิกเป็นลูกค้า (Churn Rate) ของกลุ่มลูกค้าเดิมอีกด้วย”

 

 

นอกจากนี้ยังมีการวางกลยุทธ์ในการโปรโมทคอนเทนต์ต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มผ่านรูปแบบของ Short Form Content ตามเทรนด์ความนิยมของผู้ใช้งานยุคนี้ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการมองเห็นและนำเสนอสินค้าและบริการได้มากขึ้น และนำมาสู่การสร้างรายได้ให้กับแพลตฟอร์ม “เราสังเกตเห็นว่าช่วงที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ Short Form Content ได้รับความนิยมมาก เรากำลังจะทำคอนเทนต์สั้น ๆ แบบนี้ให้ผู้ใช้บริการได้เลื่อนดู เหมือนเป็นไฮไลต์ แล้วถ้าชอบก็สามารถกดดูคอนเทนต์ตัวเต็มได้ทันที” ณฐาศิริกล่าว

 

อีกหนึ่งความแตกต่างที่ TrueID มีมากกว่าคู่แข่งในตลาด คือการมีฟีเจอร์ Community ในลักษณะของ User-Generated Content (UGC) โดยผู้ใช้งานในชุมชนนี้จะมีการสร้างคอนเทนต์ที่สดใหม่ หลากหลายอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์ม ส่งเสริมการเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์และชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลยุทธ์การเป็น Content Aggregator ที่ผู้ใช้งานจะสามารถรีวิวหรือแนะนำคอนเทนต์และบริการในแพลตฟอร์มให้กันในชุมชนได้ รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจที่จะดึงดูดผู้ใช้งานใหม่เข้ามามากขึ้น

 

ความหลากหลายของทีมงาน: เบื้องหลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์และนวัตกรรมที่ตรงใจ

 

เบื้องหลังการทำงานของทีม TrueID ที่ต้องตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานที่มีความแตกต่างหลากหลาย มาจากการรวมตัวของทีมงานกว่า 200 ชีวิตที่มีทักษะความถนัดในการทำงานที่แตกต่าง ซึ่งมาพร้อมความหลากหลายเฉพาะบุคคล ทั้งในด้านวัย เพศ พื้นเพ ความสนใจ ความหลากหลายนี้กลายเป็นสิ่งเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาบริการใหม่ๆ  โดยทุกมุมมอง ประสบการณ์ และความคิดเห็นของทีมงาน คือตัวแทนเสียงของผู้ใช้งานในตลาดได้ทั้ง 10 Persona Segments ที่วางไว้  นอกเหนือจากนั้นยังสร้างความเข้าใจในการทำงานกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายในองค์กรเช่นกัน

 

พสธร สุวรรณศรี Data Scientist จากส่วนงาน Digital Growth Insight ผู้รับผิดชอบงานด้านข้อมูลในระบบหลังบ้าน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ได้มีการปกป้องข้อมูลและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA เล่าว่าการทำงานกับทีมที่ภูมิหลังและประสบการณ์การใช้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเตรียมข้อมูลให้เหมาะกับสายงานต่าง ๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายนำไปต่อยอดสร้างสรรค์งานได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น

 

 “เราต้องตีโจทย์ให้ได้ก่อนว่า เขาจะนำข้อมูลนั้นไปใช้งานอะไรต่อ เพื่อนำเสนอรูปแบบข้อมูลนั้นในแบบที่เขาจะเข้าใจได้ในครั้งเดียว บางทีมอาจจะใช้ข้อมูลที่เป็น Raw data ได้ แต่บางทีมควรใช้ชุดข้อมูลที่ย่อยง่ายและนำเสนอไปตามลำดับ” นอกจากนี้ พสธรเล่าว่า การได้ร่วมงานกับหลากหลายทีมที่มีหน้าที่ต่างกัน ทำให้เขาเข้าใจมุมมองของงานในหลากหลายมิติ และช่วยให้เขาเชื่อมต่อประสบการณ์และมองเห็นภาพใหญ่ขององค์กรได้อย่างชัดเจน

 

 

ด้าน จิราพัชร ใจเย็น Associate Product Owner และ รัฐมณฑน์ ฑีฆวาณิช Senior Product Owner ที่รับผิดชอบดูแลฟีเจอร์ Community ซึ่งเน้นการทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ต่างเล่าว่า การทำงานกับคนที่มีความหลากหลายช่วยจุดประกายความคิดในการริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ในงานได้เสมอ ยิ่งเมื่อองค์กรเปิดกว้างและส่งเสริมให้ทุกคนได้กล้าแสดงความเป็นตัวเองในทุกมิติ ที่ทำงานก็กลายเป็นพื้นที่สบายใจที่ทำงานก็กลายเป็นพื้นที่สบายใจ

 

“เราทำงานกันอย่างให้เกียรติกัน เชื่อมั่นว่าแต่ละคนมีความสามารถที่สุดในส่วนงานที่เขาทำอยู่ ทุกคนก็ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ และเมื่อเปิดกว้างรับฟังกัน ก็นำมาต่อยอดสร้างสรรค์งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด” จิราพัชรสรุปทิ้งท้าย

 

 

 

อ่านต่อ
How to รู้ทัน ป้องกันให้ปลอดภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
True Blog 03 พ.ย. 2565

หนึ่งในกลุ่มมิจฉาชีพที่ยังคงคุกคามและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ก็คือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นขบวนการหลอกลวงเหยื่อทางโทรศัพท์ โดยมักจะสร้างสถานการณ์ปลอมขึ้นมาหลอกลวงให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิดว่าได้รับผลกระทบ หรือหลอกล่อด้วยผลประโยชน์บางอย่าง โดยอาศัยความตกใจ ความกลัว และความรู้ไม่เท่าทันของเหยื่อ และยังมีกลอุบายแบบใหม่ ๆ ที่หลากหลาย มาล่อลวง ทำให้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ และเกิดความสูญเสียทั้งเวลาและทรัพย์สิน

ที่ผ่านมา ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สร้างความเสียหายมหาศาล ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดสถิติ Financial Fraud หรือการหลอกลวงทางการเงินในปี 2564 เผยแพร่ในรายงาน Bi-monthly PAYMENT INSIGHT ฉบับที่ 14/2565 เรื่อง Financial Fraud : กลโกงทางการเงินใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยได้ระบุว่า พบการโทรศัพท์เพื่อหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งสิ้น 6.4 ล้านครั้ง โดยในปี 2564 มีมูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์แล้วว่าเสียหายจริงกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตมากที่สุด          

ปัจจุบัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลายเป็นภัยใกล้ตัวของทุกคน ซึ่งแม้ว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมมือกันในการสืบค้น ปราบปราม และจับกุมกวาดล้างเหล่ามิจฉาชีพแล้ว การเตือนภัยและให้ความรู้ในการรับมือกับกลุ่มมิจฉาชีพก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมเกราะป้องกัน เพื่อให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกง และเอาตัวรอดให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้

 

เจาะลึกกลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังกลโกงและรู้ทันวิธีการหลอกลวงของแก็งคอลเซ็นเตอร์ สรุปได้ 8 กลโกง ดังนี้

1. อ้างว่ามีพัสดุจากบริษัทขนส่งข้ามประเทศถูกอายัด แก๊งคอลเซ็นเตอร์อาจโทรหรือใช้ระบบอัตโนมัติแจ้งว่ามีพัสดุจากต่างประเทศที่ส่งผ่าน DHL หรือ FedEx ถูกด่านกรมศุลกากรอายัดไว้เนื่องจากมีสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นให้ติดต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชี หรือโอนเงินในบัญชีทั้งหมดมาตรวจสอบ

2. อ้างว่าเป็นข้าราชการ เช่น ศาล อัยการ ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือกรมสรรพากร และแจ้งว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง โดยให้โอนเงินในบัญธนาคารทั้งหมดมาตรวจสอบ

3. อ้างว่าค้างค่าปรับจราจร โดยหลอกให้โอนเงินค่าปรับจราจรมาให้

4. อ้างว่าค้างชำระบัตรเครดิตเป็นเงินจำนวนมาก หากไม่รีบชำระจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อหลอกให้โอนเงินชำระค่าบัตรเครดิตให้มิจฉาชีพทันที

5. อ้างว่าทำความผิดโดยการเปิดบัญชีม้า โดยแจ้งว่าเหยื่อได้เปิดบัญชีธนาคารให้คนร้ายทำความผิด โดยต้องโอนเงินในบัญชีธนาคารทั้งหมดมาตรวจสอบ

6. อ้างว่าการเคลมประกันโควิด-19 เป็นเท็จ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง จากนั้นก็แจ้งให้เหยื่อโอนเงินบัญชีธนาคารทั้งหมดมาตรวจสอบ

7. อ้างเป็น กสทช. หลอกว่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือของเหยื่อค้างชำระค่าบริการ หรือมีผู้ร้องเรียนเป็นจำนวนมาก จะถูกปิดหมายเลขภายใน 2 ชั่วโมง ให้ติดต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และโอนเงินในบัญชีทั้งหมดมาตรวจสอบ

8. อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือหน่วยงานทางการแพทย์ เพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นก็หลอกให้โอนเงินค่ารักษาพยาบาล

 

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบอร์ต้องสงสัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สิ่งแรกที่ทุกคนสังเกตได้คือ เบอร์โทรศัพท์หลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะเป็นหมายเลขแปลกๆ ซึ่งปกติแล้วเวลามีคนโทรเข้ามาเบอร์จะปรากฏเป็นเลข 10 หลัก แต่ถ้าหากเห็นเบอร์ยาวๆ แล้วยังมีเครื่องหมายบวก (+) อยู่ข้างหน้าอีก ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า อาจจะเป็นเบอร์โทรหลอกลวงจากมิจฉาชีพได้

ส่วนใหญ่แล้วเป็นเบอร์ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้โทรเข้ามาจะเป็นเบอร์ที่เราไม่เคยติดต่อ หรือเป็นเบอร์โทรที่เราไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์ โดยมักจะเป็นเบอร์จากต่างจังหวัดที่ไม่คุ้นเคย หรือโทรมาจากต่างประเทศ ซึ่งมักจะขึ้นต้นด้วย +830 หรือ +870

นอกจากนี้ ยังมีเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +697 และ +698  ซึ่งเป็นความร่วมมือของกสทช.และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใส่เครื่องหมายนำหน้าเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ทราบว่าเป็นการโทรจากต่างประเทศ หากไม่มีคนรู้จักที่จะติดต่อจากต่างประเทศ ควรระมัดระวัง อาจเป็นการโทรจากมิจฉาชีพ

 

วิธีรับมือกับแก็งคอลเซ็นเตอร์

สำหรับใครที่เผลอรับสายเบอร์แปลก ๆ และคิดว่าอาจเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อความปลอดภัย สามารถทำตามวิธีการดังต่อไปนี้

  • ไม่เชื่อ : ไม่เชื่อว่าภาครัฐหรือเอกชนมีนโยบายสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทางโทรศัพท์ ตั้งสติเมื่อรับสายทุกครั้ง
  • ไม่บอก : ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงินใดๆ รีบตัดสายและวางสายโดยเร็วที่สุด
  • ไม่ทำตาม : ไม่ทำตามที่แก็งคอลเซ็นเตอร์แนะนำ ไม่ว่าจะขั้นตอนใดๆ เด็ดขาด หลังจากวางสาย ให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานหรือสถาบันที่ถูกแอบอ้างทันที

 

ทรูมูฟ เอช ห่วงใย ให้คุณปลอดภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพทุกรูปแบบ

ทรูมูฟ เอช  ตระหนักถึงภัยจากคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพที่มาพร้อมกับกลโกงหลากหลายรูปแบบ ด้วยความห่วงใยลูกค้าทุกคน ทรูมูฟ เอช จึงมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและครบวงจร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกค้าเป็นสำคัญ

โดยทรูมูฟ เอช เพิ่มช่องทางพิเศษดูแลลูกค้าที่พบปัญหาโดยเฉพาะ หากลูกค้าได้รับเบอร์โทรต้องสงสัย สามารถติดต่อ Hotline 9777 (โทรฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรต้องสงสัย และ SMS มิจฉาชีพ เพื่อดำเนินการบล็อกเบอร์โทร หรือ SMS ทันทีที่ตรวจพบว่าเป็นของมิจฉาชีพจริง พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อสืบค้นและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ทรูยังสนับสนุนการเสริมเกาะป้องกันภัยไซเบอร์ต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และอัปเดตภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านเว็บไซต์ True Cyber Care ให้ลูกค้าทรูและผู้บริโภครู้ทันก่อนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ คลิกดูข้อมูลได้ที่นี่

 

อ้างอิง

อ่านต่อ
Say No to Plastic Bottles ปรับชีวิต เปลี่ยนโลกให้น่าอยู่
True Blog 15 ก.ย. 2565

นับตั้งแต่วันที่ขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่มผลิตขึ้นมา โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไป

 

การบริโภคเครื่องดื่มจากขวดพลาสติกนั้นแสนสะดวกสบาย ยอดขายเครื่องดื่มบรรจุขวดที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการผลิตขวดน้ำพลาสติกที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค และในที่สุดก็เป็นการสร้างขยะขวดพลาสติกที่กลายเป็นปัญหาสะสมมาเนิ่นนานอย่างที่ชาวโลกไม่รู้ตัว

ลองสังเกตง่าย ๆ ถ้าวันนี้เรากระหาย อยากดื่มเครื่องดื่มเพิ่มความรู้สึกสดชื่น เราก็มักจะเดินไปที่ร้านค้า หยิบน้ำดื่มหรือเครื่องดื่มบรรจุพลาสติกขึ้นมาแล้วเดินไปจ่ายเงิน ก่อนเปิดดื่ม และทิ้งขวดเหล่านั้นไปโดยอัตโนมัติ หนึ่งคำถามฉุกคิดคือ เราเคยย้อนมองกันไหมว่า ที่ผ่านมา เราทิ้งขวดพลาสติกกันมานานและมากแค่ไหนแล้ว และจุดหมายปลายทางของขวดพลาสติกเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ทำไมทุกวันนี้เราถึงได้เห็นภาพขยะขวดพลาสติกและขยะอื่น ๆ กองกันเป็นภูเขาล้นโลก

 

 

การหลั่งไหลของพลาสติก

 

 

ตั้งแต่มีการเริ่มผลิตพลาสติกในช่วงทศวรรษที่ 20 มนุษย์เราได้ใช้ประโยชน์จากพลาสติกมากมาย และนำไปสู่ต้นกำเนิดของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ปูทางให้เกิดการผลิตสินค้าในปริมาณมหาศาล สินค้านับไม่ถ้วนที่เราใช้ในปัจจุบันต่างก็ต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อความปลอดภัย พร้อมความสะดวกในการขนส่งและการบริโภค ซึ่งรวมถึงขวดพลาสติกบรรจุน้ำดื่มและเครื่องดื่มที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นมาจนถึงปัจจุบัน

 


เมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งที่ตามมาจากความสะดวกสบายในการบริโภค คือขยะพลาสติกที่นับวันยิ่งล้นโลก ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า ในปี 2018 ปริมาณการใช้ขวดพลาสติกทั่วโลกในหนึ่งปีอยู่ที่ 481.6 พันล้านขวด ส่วนสถิติการใช้ขวดพลาสติกในประเทศไทยสูงถึงปีละ 4,000 ล้านขวด
รู้หรือไม่ว่า จำนวนขวดพลาสติกมหาศาลขนาดนี้ ไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ทั้งหมด ขยะพลาสติกเหล่านี้จะยังคงอยู่บนโลกของเราไปเป็นร้อยปี กว่าจะย่อยสลายไปด้วยตัวเอง

 

 

 

 

เรื่องจริงของขวดน้ำพลาสติก

 

 

หลาย ๆ คนอาจคิดว่า ขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่ม สามารถรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ได้ใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายประการที่ควรตระหนักให้มากขึ้น ลองมาดูข้อมูลน่ารู้เหล่านี้กัน

 

 

  • ขวดพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลได้มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น ขวดพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้จะกลายเป็นขยะและฝังกลบอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้

  • ทุกวินาทีที่กำลังดำเนินไป จะมีขวดพลาสติกประมาณ 1,500 ขวดกลายเป็นขยะในบ่อฝังกลบหรือถูกโยนลงทะเล

  • ขวดพลาสติก PET 1 ขวด ใช้เวลาถึง 700 ปีจึงจะเริ่มย่อยสลาย เพราะแบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยวัสดุธรรมชาติ ไม่ชอบพลาสติกที่มีสารพื้นฐานจากปิโตรเลียม  อาจกล่าวได้ว่า ขวดพลาสติกเหล่านี้อาจจะคงอยู่ตลอดไป

  • ร้อยละ 90 ของขยะในทะเลที่พัดพาขึ้นมาตามชายหาดหลายๆ แห่งคือขวดน้ำพลาสติก โดยเฉพาะฝาที่ตกค้างอยู่ตามหาดทรายและซอกหิน

  • แม้ว่าขวดพลาสติกจะนำไปรีไซเคิลได้ แต่กระบวนการรีไซเคิลต้องใช้พลังงานมหาศาล กลายเป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในบรรยากาศ



  •  
  •  

 

 

ทรู ร่วมปรับเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่า

 

 

ทรู เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายด้านความยั่งยืน ใน 3 มิติ คือ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคม และมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยในด้านสิ่งแวดล้อม ทรูมีนโยบาย Net Zero Carbon โดยเฉพาะเรื่องการลดใช้พลาสติก ด้วยเป้าหมายลดการนำขวดพลาสติกเข้ามาในอาคารให้มากที่สุดจนเหลือเป็นศูนย์ ตอกย้ำความพร้อมเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral ด้วยความมุ่งมั่นลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2573 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนของทรู

 

 

ทรูได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ด้วยความกล้าคิด กล้าทำ และใส่ใจสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด พร้อมดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานทรู ควบคู่ไปกับการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือโครงการ Say No to Plastic Bottles

 

 

ดื่มน้ำกรอง RO สุดสะอาด ร่วมกัน Say No to Plastic Bottles

 

 

ทรู รวมพลังพนักงานร่วมกัน ลด ละ เลิกการใช้ขวดน้ำพลาสติก โดยหันมาพกแก้วน้ำและขวดน้ำส่วนตัวมาที่ออฟฟิศ เพื่อบรรจุน้ำกรองที่มีความบริสุทธิ์สำหรับดื่ม ที่ทรูจัดเตรียมไว้ให้พนักงานโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือ RO Water นั่นเอง

 

 

โดย ทรู เลือกใช้อุปกรณ์มาตรฐานสูง และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สร้าง RO Water Plant เครื่องผลิตน้ำ RO + UV ด้วยกำลังการผลิต 24,000 ลิตรต่อวัน ผ่านมาตรฐาน NSF / ASME BPE ในห้องปลอดเชื้อ Class 100,000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย เพื่อผลิตน้ำดื่มคุณภาพสูงเทียบเท่าน้ำกลั่น  มีความบริสุทธิ์สูง ไว้ให้พนักงานได้บริโภคอย่างมั่นใจ และใช้ท่อสแตนเลส 316L ซึ่งเป็นเกรดทางการแพทย์สำหรับจ่ายน้ำไปยังตู้กดน้ำมากกว่า 60 จุดกระจายทั่วทุกชั้นในอาคารทรู ทาวเวอร์ 1 

 

 

 

 

พนักงานสามารถนำขวดหรือแก้วน้ำมาเติมน้ำดื่ม RO ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย แทนการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก ซึ่งจากสถิติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขขยะประเภทขวดพลาสติกในอาคารทรู ทาวเวอร์ มีจำนวนเฉลี่ยปีละ 400,000 ขวด เมื่อพนักงานทรูร่วมใจกันคนละไม้คนละมือ ใน 1 ปี จะสามารถลดขยะพลาสติกได้ถึง 409,404 ขวด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ได้ถึง 53.54 ตัน 

 

 

RO Water Plant นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ทรูบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายในการลดการใช้พลาสติก ในขณะเดียวกัน ยังสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี ให้แก่บุคลากรในองค์กรอีกด้วย

 

 

ตู้รีฟัน เปลี่ยนการทิ้งขวดพลาสติกเป็นพลังสร้างสรรค์

 

 

ส่วนใครที่เข้ามาติดต่ออาคารทรู หรือพนักงานที่ใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติก ยังสามารถร่วมนำขวดพลาสติกแบบ PET ชนิดใส เช่น ขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำชา น้ำหวานต่าง ๆ มาหยอดคืนที่ Refun Machine หรือเรียกกันว่า ตู้รีฟัน ที่ทรูได้ติดตั้งไว้ที่บริเวณชั้น G อาคารทรู ทาวเวอร์ 1 เพื่อให้เครื่องตรวจสอบคิดเป็นแต้มสะสม เปลี่ยนการทิ้งเป็นพลังสร้างสรรค์ ทำให้การรีไซเคิลง่ายขึ้น เปลี่ยนขยะเป็นแต้มสะสม ไปแลกของรางวัลต่าง ๆ หรือร่วมบริจาคสำหรับทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งขวดเหล่านั้นจะถูกนำไปย่อยสลายอย่างถูกวิธีต่อไป 

 

 

 

 

บางครั้งเรื่องราวใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ ก็เกิดขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ส่งต่อกันให้เกิดเป็นพลังสร้างสรรค์ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพียงแค่เริ่มต้นที่ตัวเรา คนละไม้คนละมือก็สามารถช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ 

 

 

 

อ่านต่อ
SNAPSHOTS: เปิดภาพเบื้องหลังสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากงาน Better Together Festival แถลงภาพทรูคอร์ป 2 เดือนหลังควบรวม
True Blog 09 พ.ค. 2566

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานแถลงเปิดตัวกิจกรรมโรดโชว์ Better Together Festival พร้อมฉายภาพองค์กร 2 เดือนหลังควบรวม เปิดเกมรุกตลาดไตรมาส 2 สร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้ True Blog ได้เลือกเฟ้น 8 ภาพเบื้องหลังสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่บอกเล่าหลากหลายอารมณ์ความประทับใจ ภายใต้แนวคิด “ชีวิตดีกว่า เมื่อมีกันและกัน (Better Together)” โดยงานนั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2566

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://dtacblog.co/nai-baifern-2/

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านต่อ
Createch Living Space พื้นที่ออฟฟิศสุดสร้างสรรค์ ที่ตั้งใจออกแบบเพื่อความสุขของพนักงานทรูทุกคน
True Blog 18 ก.ค. 2565

เพราะชีวิตในวันทำงานแต่ละวันของหลายๆคน ใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน จะดีแค่ไหนถ้าวันที่มาทำงานที่ออฟฟิศก็เหมือนว่าเราอยู่ที่บ้าน จะเลือกนั่งทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มองเห็นวิวดีที่สุดของอาคาร ล้อมวงคุยงานกับทีมได้แบบอิสระ แถมมีมุมผ่อนคลายให้พักสมองได้ตามใจต้องการ

 

เมื่อพฤติกรรมและวิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ทำงานในฝันจึงไม่ใช่โต๊ะกั้นพาร์ทิชันจำกัดกรอบพื้นที่ หรือโต๊ะทำงานประจำที่ต้องนั่งทำงานทุกวันอย่างจำเจ โดยที่ผ่านมามีงานวิจัยมากมายระบุว่า การที่พนักงานได้ทำงานในบรรยากาศที่ผ่อนคลายนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างชัดเจน

 

ไม่น่าแปลกใจที่ออฟฟิศสวยงามทันสมัยในฝันของคนรุ่นใหม่กลายเป็นเทรนด์ที่องค์กรระดับโลกต่างพากันสร้างสรรค์ให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศของ Google, Apple, Lego หรือ Airbnb ที่ต่างก็เน้นความครีเอทีฟ และบรรยากาศสนุกสนาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับพนักงาน จนคล้ายเป็นบ้านหลังที่สอง

 

สำหรับในประเทศไทย ออฟฟิศในฝันของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน โดยเฉพาะในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอย่างกลุ่มทรู

 

ทรู ให้ความสำคัญเรื่อง People และดูแลพนักงานในทุกมิติอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่พนักงานทำงานที่ทรู ซึ่งพื้นที่ทำงานเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทรูสร้างสรรค์อย่างใส่ใจ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ด้วยความเข้าใจที่แท้จริง โดยทรูได้รีโนเวทพื้นที่ออฟฟิศให้กว้างขวาง และทันสมัย ภายใต้แนวคิด Createch Living ให้พนักงานทรูทุกคนได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน

 

ออฟฟิศที่ออกแบบตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

 

Createch Living Space ของทรูเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการเสริมสร้างการทำงานที่สนุก ผ่อนคลาย และเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ให้พนักงานทุกคน โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรมที่สุดนั่นคือ การออกแบบและตกแต่งออฟฟิศให้สวยงาม มีบรรยากาศแบบเปิดกว้าง เอื้อต่อการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ทุกวัน พร้อมไปกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้นคือ การรวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิต เพื่อให้ออฟฟิศแห่งนี้เป็นเสมือนบ้านที่น่าอยู่ของทุกคน
 

และที่สำคัญ ก่อนที่จะออกแบบ Createch Living Space ต้องผ่านการเก็บข้อมูล Insight ความต้องการของพนักงาน และนำมาเป็นโจทย์เพื่อออกแบบให้ตรงความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง

พื้นที่ทำงานในแต่ชั้นจึงถูกเปลี่ยนโฉม เปิดมุมดีที่สุดและสวยที่สุดให้เป็นพื้นที่ทำงานที่พนักงานทุกคนสามารถเลือกใช้ได้อย่างอิสระ เน้นการตกแต่งที่สวยงามสบายตา ตอบโจทย์การทำงานที่หลากหลาย และพรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมและสันทนาการที่ช่วยให้พนักงานได้ทำงานพร้อมกับสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
 
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเดินลงบันไดที่เชื่อมต่อกันระหว่างชั้น ก็จะได้เห็นบรรยากาศการทำงานสุดครึกครื้น เสียงสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะ พร้อมรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุขในการทำงานของคนที่นี่ได้อย่างแท้จริง 
 
ถึงตอนนี้จะพาไปสำรวจออฟฟิศที่ออกแบบและสร้างขึ้นจากความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจ ที่ทรูมีให้พนักงานไปด้วยกัน
 

นั่งทำงานในบรรยากาศไม่ซ้ำ เพราะทุกชั้นตกแต่งในธีมที่ต่างกัน

 
แค่เลือกที่นั่งก็ทำงานก็สนุกแล้ว! ทุกคนเลือกที่นั่งทำงานในบรรยากาศแบบห้าวันไม่ซ้ำกันได้ เพราะ Createch Living Space ตกแต่งในธีมที่แตกต่างกันทุกชั้น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เปลี่ยนบรรยากาศเลือกที่นั่งได้ตามความชอบ ถือเป็นแรงจูงใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี 
 
เช้าวันจันทร์ที่อยากเพิ่มความแปลกใหม่ให้วันทำงานสักนิด อาจจะเลือกชั้นธีมโรงภาพยนตร์ ที่เพียงเดินเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของโรงภาพยนตร์สุดคลาสสิก ที่ล้อมรอบด้วยเบาะหนังสีแดงสไตล์วินเทจ ช่วงบ่ายมีประชุมก็หลบมุมไปคุยงานกันใน Mini Theater ก็ยังได้
 
 
เข้าออฟฟิศวันต่อไปอาจจะเลือกนั่งทำงานบนเก้าอี้จักรยานพร้อมโต๊ะวางแล็ปท็อป ทำงานไป ปั่นออกกำลังกายไป หรือจะเลือกนั่งบนกระเช้าชิงช้ารังนก เพื่อสร้างอารมณ์สุดผ่อนคลาย ไม่จำเจก็ได้  เรียกว่าเป็นพื้นที่ทำงานที่สนุกแปลกใหม่จริงๆ  และที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะนั่งทำงานที่มุมใด ชั้นไหน WiFi ก็เร็วแรงและเสถียร ช่วยให้ทุกคนทำงานและสื่อสารกันได้อย่างไม่มีสะดุด
 
 
เมื่อลองเดินสำรวจพื้นที่ทำงานอีกนิด ก็จะเห็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของออฟฟิศนี้ นั่นก็คือ ห้องประชุมที่มาในธีมสุดสุดสนุกมากมาย ที่ขอยกตัวอย่างห้องประชุมที่น่าประทับใจสักสองห้อง ห้องประชุมแรกเข้ากับเทรนด์ท่องเที่ยวมาก ๆ  ขอเรียกว่าเป็น ห้องประชุมชาวแคมปิง ที่เก้าอี้ทุกตัวในห้องนี้เป็นเก้าอี้สนามสำหรับแคมปิงทั้งหมด ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ทำงานไปชิลไปได้ เหมือนออกมาทำงานนอกสถานที่
 
 
อีกหนึ่งห้องที่ต้องพูดถึงคือ ห้องประชุมสระว่ายน้ำ ที่เป็นห้องกระจกใส ปูพื้นกระเบื้องมันเงาในโทนสีฟ้าตั้งแต่พื้นถึงเพดาน เมื่อแหงนหน้ามองบนฝ้าจะเห็นการประดับประดาด้วยวัสดุระยิบระยับคล้ายผิวน้ำ แถมมีราวอลูมิเนียมที่ขอบสระและห่วงยาง เหมือนเรากำลังนั่งทำงานอยู่ที่ใต้น้ำจริงๆ 
 
ห้องประชุมแต่ละห้องนอกจากจะเน้นความสวยแปลกใหม่ ยังพรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี ที่มีทั้งจอขนาดใหญ่สำหรับต่อกับแล็ปท็อป ลำโพงขยายเสียง อุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด
 

พื้นที่โล่ง เปิดมุมมอง เปิดหัวใจ สนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกัน

 

เพราะพื้นที่เปิดโล่ง ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นกันและกันได้ เดินไปมาหากันได้ง่าย ช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Createch Living Space จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโล่งและเป็นพื้นที่กว้างในสไตล์ Co-working Space ที่พนักงานหลากหลายทีมหรือแผนกมานั่งทำงานหรือประชุมร่วมกันได้ไม่จำกัด เปิดโอกาสให้คนในบริษัทได้เห็นหน้าค่าตากัน สร้างความสัมพันธ์กันได้อย่างกว้างขวาง
 
เมื่อเดินชมตามชั้นทำงานต่าง ๆ ก็จะมุมไวท์วอร์ดแทรกตัวอยู่ในพื้นที่ทำงานเสมอ อุปกรณ์เรียบง่ายที่เห็นกันชินตานี่แหละคือสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการแชร์ความคิดเห็น ระดมสมอง ปรึกษาหารือ และทำงานด้วยกันอย่างสร้างสรรค์
 
 
นอกจากนี้ แต่ละชั้นยังเชื่อมต่อกันด้วยบันได ที่เดินขึ้นลงผ่านโถงสูงเปิดโล่งแบบดับเบิลสเปซ ซึ่งมีข้อดีหลากหลาย นอกจากจะส่งเสริมให้พนักงานติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนมุมมองและพบปะกันและกันได้อย่างง่ายดายแล้ว การให้พนักงานเดินไปมาระหว่างชั้นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ยังช่วยลดใช้พลังงานไฟฟ้าจากการใช้งานลิฟต์ อีกทั้งยังลดการใช้ไฟแสงสว่าง ด้วยพื้นที่โถงสูงระหว่างชั้นที่ออกแบบให้เป็นกระจกใส เปิดรับแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสงธรรมชาตินี้ยังมีผลดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานด้วย โดยมีงานวิจัยจากศูนย์วิเคราะห์การออกแบบเชิงสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย Cornell ระบุว่าพนักงานที่ได้ทำงานในออฟฟิศที่เปิดรับแสงจากธรรมชาติมีอาการตาล้า ปวดหัว อาการไมเกรนที่ลดลงถึง 84 เปอร์เซนต์
 

ใกล้ชิดธรรมชาติ เพิ่มความสดชื่น ผ่อนคลาย สบายตา

 

สภาพแวดล้อมแบบธรรมชาติช่วยให้คนทำงานลดความเครียดได้ Createch Living Space จึงมีต้นไม้หลากหลายชนิดประดับอยู่ในมุมต่างๆ เพิ่มความสดชื่น มอบความสดใส ไม่ว่าจะเป็นไม้กระถางที่อวดความเขียวขจีสบายตาระหว่างโต๊ะทำงาน หรือจะเป็นไม้ใบที่แขวนอยู่ตามผนังและเพดาน ถ้าอยากจะสังเกตถึงการเติบใหญ่ของผักสวนครัวต้นเล็กน่ารักก็มีให้ชมกันได้ที่แปลงปลูกผักเช่นกัน ที่สำคัญคือสามารถเก็บไปรับประทานได้ด้วย
 
 
นอกเหนือจากนำสีเขียวสบายตาเข้ามาปลอบประโลมกายใจแล้ว การจัดพื้นที่แบบเปิดโล่งให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้คนทำงานได้สัมผัสกับธรรมชาติรอบตัวเช่นกัน Createch Living Space จึงโดดเด่นด้วยกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติเต็มที่ และเอื้อให้เห็นมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกสุดลูกหูลูกตา ที่คัดมาแล้วว่าป็นวิวที่ดีและสวยที่สุดของอาคาร เพื่อมอบเป็นของขวัญให้พนักงานทุกคน 
 
ดังนั้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ จนเหนื่อยล้า ก็หยุดพัก เงยหน้าจากจอแล้วมองไปไกลๆ นอกหน้าต่างกระจกใส พักตา ปล่อยใจ ให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด ก่อนกลับมาทำงานต่อด้วยความสบายใจได้ทั้งวัน
 

จัดมุมสงบ สำหรับหลบมาโฟกัสงาน

 
งานหลายอย่างต้องใช้สมาธิในการคิด ไตร่ตรอง หรือแก้ปัญหา พื้นที่สงบจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นนอกเหนือจากพื้นที่กลางแล้ว ใน Createch Living Space ยังจัดสรรหลายมุมเงียบๆ ไว้ให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นมุมโต๊ะทำงานที่มีผ้าม่านปิด สำหรับการโฟกัสงานที่ต้องใช้สมาธิมาก หรือห้องทำงานขนาดเล็กที่เป็นเหมือนตู้โทรศัพท์ สำหรับนั่งทำงานเงียบๆ หรือติดต่องานที่ไม่อยากให้เสียงพูดคุยรบกวนคนอื่นๆ ได้เช่นกัน
 
การตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายนับเป็นการใส่ใจในทุกรายละเอียดของการทำงานอย่างแท้จริง
 
 

เพิ่มความสนุก กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบ

 

เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการนั่งเครียดอยู่ที่เดิมทั้งวัน กิจกรรมเพิ่มความสนุกช่วยให้คนทำงานหลุดไปจากงานตรงหน้าสักพัก และช่วยปลุกจินตนาการได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่า ออฟฟิศแห่งนี้มีมุมสนุกมากอย่างเหลือเชื่อ
 
ใครอยากสนุกแบบย้อนวัย มาหลบมุมปล่อยใจทะยานไปเกมรถแข่งได้เต็มที่ เพราะที่นี่จัดเครื่องเล่นชุดใหญ่ไว้ให้ หรืออยากสนุกแบบคลาสสิกก็ต้องตู้เกม Pac Man ไล่กินจุดสุดเพลิน และถ้าอยากมีกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ก็ต้องชวนมาเล่นเกมโต๊ะบอลมือหมุน รวมตัวกันเล่นพูล หรือจะตีปิงปองก็ย่อมได้
 
 
 
ส่วนคนรักเสียงดนตรีต้องมีว้าว! ที่นี่มีห้องดนตรีที่จัดเต็มให้ทั้งกลอง เบส กีตาร์ คีย์บอร์ด ที่บรรเลงเพลงกันได้เต็มที่ในห้องเก็บเสียง เอาเป็นว่า พักเบรคหรือก่อนกลับบ้านมารวมตัวเล่นเป็นวงดนตรีกันได้ทันที
 
 
อีกหนึ่งมุมไฮไลต์ของ Createch Living Space ที่หลายคนต้องหยิบมือถือมาเก็บภาพคือ หน้าผาจำลองกลางออฟฟิศ ที่จัดไว้ให้ผู้ชอบความเร้าใจได้มายืดเส้นยืดสายท้าทายตัวเอง ซึ่งมุมนี้รับรองความสนุกพร้อมกับความปลอดภัยด้วยอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน โดยมีเจ้าหน้าที่แนะนำและดูแลใกล้ชิด 
 
สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นในที่ทำงาน ทรูก็จัดให้พนักงานได้อย่างเหนือความคาดหมายจริง ๆ
 

บาลานซ์ชีวิตได้ดี แบบที่ท้องอิ่ม ทรงผมพร้อม อยากงีบนอนมีที่ให้พัก

 
ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ออฟฟิศแห่งนี้เป็นเสมือน “บ้าน” ทรูจึงจัดเต็มให้ทั้งชั้น 14 กลายเป็นพื้นที่ตามคอนเซ็ปต์ Living สำหรับ “การใช้ชีวิต” อย่างเต็มรูปแบบ
 
 
เรียกว่าชั้น 14 เป็นจุดรวมตัวของพนักงานทุกคนที่นี่ก็ว่าได้ เพราะเปิดเข้ามาก็จะพบกับร้าน True Coffee GO ที่พร้อมบริการเครื่องดื่มสุดสดชื่นตั้งแต่เช้าตรู่ มีกลิ่นกาแฟหอมๆ อบอวลไปทั่วพื้นที่ พร้อมกับที่นั่งพักดีๆ เหมือนได้ไปฮอปปิงคาเฟ่สุดชิค พอได้เครื่องดื่มแล้วก็เดินเลี้ยวไปไม่ไกล แวะร้าน 7-11 ไซส์มินิ ที่เป็นเหมือนแหล่งเสบียงอาหารได้  หิวเมื่อไหร่ ก็แวะมาเติมความอิ่มอร่อยได้ตลอดทั้งวัน 
 
 
ชั้น 14 มีอีกไฮไลต์น่าตื่นเต้น เพราะเดินไปอีกนิดก็จะเห็นห้องกระจกที่โดดเด่นด้วยแสงสีฟ้าคล้ายห้องทดลองวิจัยในหนังไซไฟ ห้องนี้โชว์นวัตกรรมของเครื่องกรองน้ำ RO ที่เชื่อมต่อกับจุดเติมน้ำทุกชั้นในอาคาร ซึ่งทุกคนสามารถมาแวะชมนวัตกรรม พร้อมเติมน้ำดื่มสะอาดมั่นใจได้ไปดื่มกันได้ฟรีอีกด้วย 
 
 
เมื่อเติมเสบียงพร้อม ท้องอิ่ม แล้วอยากจะจัดแต่งทรงผม เสริมความมั่นใจ ก็มีซาลอนเปิดให้บริการสระผมพร้อมจัดแต่งทรงผมสวยเป๊ะตั้งแต่เช้าถึงเย็น 
 
 
ยังไม่หมดเท่านี้ เรียกว่าที่นี่รู้ใจชาวออฟฟิศที่สุด ไม่ว่าใครเมื่อยล้า อยากนวดคลายอาการปวดตึงร่าง หรือคอบ่าไหล่ก็มีห้องนวด ที่มีพี่ๆ หมอนวดแสตนด์บายให้บริการพร้อม!
 
 
 
อีกเรื่องสุดเซอร์ไพรส์ที่เคยเห็นแต่ในออฟฟิศต่างประเทศ คือห้อง Nap ที่เปิดให้พนักงานมางีบหลับระหว่างวัน พักผ่อนสมองกันอย่างไม่ต้องเขินอาย ได้เวลาก็ตื่นพร้อมความสดชื่น มีแรงไปทำงานต่อได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีมุมห้องสมุดที่อัดแน่นด้วยหนังสือที่หลากหลาย พนักงานสามารถยืมไปอ่านเติมความรู้หรือเพื่อความบันเทิงได้ทุกเล่มด้วย เรียกว่าครบเครื่องเรื่องการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
 

เรื่องสุขภาพสำคัญ! ที่นี่ไม่ได้มีแค่ฟิตเนสเท่านั้น หมอกายภาพบำบัดก็มา

 
เทรนด์ที่มาแรงและดีต่อสุขภาพสุดๆ ในยุคนี้ก็คือเรื่องการออกกำลังกาย แน่นอนว่าทรูส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง โดยจัดฟิตเนสขนาดใหญ่ให้กันไปเลย 
 
โซนฟิตเนสที่นี่จัดให้ครบทั้งอุปกรณ์ เครื่องออกกำลังกาย ที่เราเห็นได้ในฟิตเนสชั้นนำ มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำหลังออกกำลังกาย อำนวยความสะดวกให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่อื่น เรียกว่าใช้ชีวิตในออฟฟิศให้คุ้มค่า ก่อนทำงานหรือเลิกงานก็แวะมาฟิตแอนด์เฟิร์มได้ทันที 
 
 
สำหรับพนักงานที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ออกกำลังกายแล้วก็ยังไม่หาย ทรูก็จัดห้องกายภาพบำบัด พร้อมเชิญแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาดูแลรักษาให้ถึงที่ และไม่ว่าจะเจ็บป่วยอะไรในขณะทำงานก็มีห้องพยาบาลและคุณหมอคอยดูแล
 
บอกได้เลยว่าที่นี่ดูแลเอาใจใส่พนักงานในทุกมิติอย่างแท้จริง
 
เพราะรัก...ทุกสิ่งเป็นจริงได้
 
การออกแบบและสร้างสรรค์ออฟฟิศในฝันให้เกิดขึ้นจริง และตอบโจทย์การทำงานอย่างอิสระ ให้คนรุ่นใหม่ได้ Work from Anywhere โดยไม่จำเป็นต้องนั่งประจำโต๊ะทำงานอีกต่อไป เพื่อมอบความสนุกและความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต นับเป็นหนึ่งใน ‘การบอกรักพนักงาน’ ของทรู 
 
ด้วยความเชื่อมั่นเสมอมาว่า บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน ทรูมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรอย่างเต็มกำลังในทุกมิติ พร้อมดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สมกับเป็น People Organization อย่างแท้จริง
 
แม้ต้องทำในสิ่งที่เกินความคาดหมาย แต่ทรูทำทุกอย่างเกิดขึ้นจริงได้จากความรัก ความใส่ใจ และการให้สำคัญของพนักงานมาเป็นอันดับแรกเสมอ
 
ข้อมูลอ้างอิง prnewswire
อ่านต่อ
แรงบันดาลใจ ความฝัน อุปสรรค: ฟังเสียง 3 เยาวชนหญิงกับความท้าทายในการเข้าสู่วงการเทคโนโลยี
True Blog 27 เม.ย. 2566

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU ได้กำหนดให้ทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนเมษายน เป็นวัน Girls in ICT Day เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันให้เยาวชนหญิงเข้าสู่สนามการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์หรือที่เรียกว่า STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) มากยิ่งขึ้นท่ามกลางความเหลื่อมล้ำดิจิทัลในมิติทางเพศ โดยในปีนี้ Girls in ICT Day ตรงขึ้นกับวันที่ 27 เมษายน 2566 และกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทักษะดิจิทัลเพื่อชีวิต” (Digital Skills for Life)

 

เราได้พูดคุยกับ 3 สาวเยาวชนคนเก่งที่ได้ร่วมสมัครเข้าค่าย Young Safe Internet Leaders Hybrid Camp ปี 5 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ความสนใจ และแรงบันดาลใจในการเข้าสู่วงการเทคโนโลยีของพวกเธอ

 

 

ณัชชา เงาประเสริฐวงศ์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) วิชาเอก วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (E-AI) กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอหันมาสนใจด้านเทคโนโลยีนั้นมาจากคนใกล้ตัวอย่างคุณแม่ของเธอ ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่ในสายงาน cybersecurity ซึ่งณัชชาเองมีความสนใจในสายงานดังกล่าว เพราะมองว่างานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จะเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ และตลาดแรงงานอย่างมากในอนาคต ทั้งนี้ เธอมองว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI นั้นเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดสู่นวัตกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ด การทำแอปพลิเคชัน การควบคุมหุ่นยนต์ ไปจนถึงการยกระดับงานด้าน cybersecurity ด้วย

 

 

ด้าน กชพร เนียวกุล นักเรียนชั้น ม.6 สายวิทย์-คณิต จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เล่าว่า เธอมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้น ม.3 ขณะนั้นเธอหักโหมออกกำลังกาย ลดน้ำหนักมาก จนร่างกายเข้าภาวะอันตราย เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เธอต้องการเข้าใจการทำงานของร่างกายให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น จึงได้เลือกเรียนสายวิทย์-คณิต โดยเธอมีความสนใจเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่นเดียวกับ ฐิติรัตน์ จันหอม นักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี สายวิทย์-คณิต ผู้ซึ่งมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นทุนเดิม มีความใฝ่ฝันอยากเป็นหมอ จึงเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต

 

 

อุปสรรคของผู้หญิงในอุตสาหกรรมเทคฯ

 

แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าเชิงเสรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพมากชึ้น โดยจากรายงานเรื่อง STEM Education for Girls and Women: Breaking Barrier and Exploring Gender Inequality in Asia ทาง UNESCO ระบุว่า ประเทศไทยมีนักวิจัยด้าน STEM ที่เป็นเพศหญิงสัดส่วนสูงถึง 53% นำหน้าประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นที่ 15% และเกาหลีใต้ที่ 18% แต่เมื่อพิจารณา STEM ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลหรือวิศวกรรมแล้ว กลับพบว่า สัดส่วนการเลือกเรียนของผู้หญิงมีน้อยกว่าเพศชายมากอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

“สายวิศวกรรมและเทคโนโลยี ผู้หญิงมีสิทธิเข้าถึงได้น้อยกว่า จากอุปสรรคต่างๆ ทั้งด้านทัศนคติของสังคมต่อผู้หญิงในสายวิศวกรรม การเข้าสู่ตลาดเเรงงาน ความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างเพศ ทำให้การเลือกเรียนสายวิศวกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ในผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายมาก” ฐิติรัตน์อธิบาย พร้อมกล่าวว่า ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนในการผลักดันผู้หญิงเข้าสู่สนามแรงงานด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ส่งเสริมการศึกษาด้านเทคโนโลยีในผู้หญิง เพื่อให้เทคโนโลยีถูกออกแบบให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคม

 

สอดรับกับความเห็นของณัชชาที่บอกว่า ในห้องเรียน E-AI ของเธอที่ถูกออกแบบมาเพื่อเตรียมความพร้อมศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนผู้หญิงราว 1 ใน 3 ขณะที่จากประสบการณ์ของเธอในค่ายสตาร์ทอัพระดับมัธยมศึกษาพบว่า งานด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ผู้ชายเป็นผู้พัฒนา ผู้หญิงดูแลเรื่องการบริหารจัดการ

 

 

“สังคมไทยยังค่อนข้างมีการเหมารวมในการประกอบอาชีพหรือ career stereotypes อยู่ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่ผู้ชายมีสัดส่วนสูงกว่าผู้หญิงมาก ซึ่งในความเป็นจริง ทุกเพศสามารถประกอบอาชีพตามความถนัดและความสนใจของตัวเองได้อย่างอิสระ ทุกคนต่างมีคุณค่าต่อสังคมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป” ณัชชากล่าว

 

“การศึกษาด้าน STEM นั้นจำเป็นต้องบูรณาการหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน จากการทำงานของผู้คนหลากหลายมุมมอง เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมและโซลูชันต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างประโยชน์แก่ผู้คนจำนวนมาก” กชพรอธิบาย ก่อนจะเสริมว่า “เรามองว่าสังคมควรผลักดันหรือเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าสู่สนามเทคโนโลยีมากขึ้น ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีมิติทางเพศเป็นอุปสรรคในการเลือกสายการเรียนหรือการเข้าสู่ตลาด

เเรงงาน”

 

ทักษะดิจิทัลเพื่อชีวิต

 

ในโลกที่ก้าวสู่ดิจิทัลเต็มตัว วิทยาการล้ำสมัยพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เยาวชนทั้ง 3 คนให้ความเห็นพ้องกันว่าทักษะดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต โดยทักษะดิจิทัลที่สำคัญสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ทักษะพื้นฐานและทักษะขั้นสูง

 

 

ทักษะพื้นฐาน เป็นการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานมีทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์และรู้เท่าทันต่อภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าภัยคุกคามออนไลน์มีมากมายหลากรูปแบบ เช่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวง และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์ เยาวชนทั้ง 3 คนจึงตัดสินใจสมัครร่วมแคมป์ YSLC ในปีนี้ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กบนช่องทางออนไลน์ พร้อมทั้งร่วมระดมความคิดออกแบบบริการสาธารณะ (public service design) เพื่อจัดการกับปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กบนโลกออนไลน์และสื่อลามกเด็กออนไลน์

 

“เราเป็นคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับ Online Sexual Exploitation ตอนนั้นอายุ 14 ปี เราเป็นคนที่ชื่นชอบความเป็นญี่ปุ่น และได้พูดคุยกับผู้ชายญี่ปุ่นทางออนไลน์ ซึ่งเขาชวนไปเจอที่โรงแรม แต่โชคดีที่ไหวตัวทัน จากเหตุการณ์นั้นจะเห็นได้ว่า ภัยออนไลน์ใกล้ตัวกว่าที่คิด และทุกคนอาจเป็นเหยื่อได้ หากขาดภูมิคุ้มและการรู้เท่าทันภัยออนไลน์” กชพรเล่า

 

นอกจากทักษะพื้นฐานแล้ว ทักษะขั้นสูง เช่น การเขียนโค้ด การพัฒนา AI หุ่นยนต์ ฯลฯ ยังถือเป็นสิ่งสคัญที่ช่วยเปิดโอกาสและต่อยอดในการทำงานมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุด การเปิดรับและให้โอกาสทุกคน ทุกเพศ ได้เข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีจะช่วยก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม

 

 

และนี่เป็นเสียงสะท้อนของเยาวชนหญิงในโครงการ YSLC ปีที่ 5 ในการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาวงการเทคโนโลยีของไทยให้ครอบคลุมทุกความต้องการมากขึ้น มาร่วมติดตามศักยภาพและไอเดียของผู้เข้าร่วมโครงการในการออกแบบบริการสาธารณะเพื่อ #ให้สื่อลามกเด็กจบที่รุ่นเรา ทาง True ฺBlog เร็วๆ นี้

อ่านต่อ