พลังแห่งเทคโนโลยี พลิกการศึกษาของเด็กชายขอบ ต่อยอดการเรียนรู้ไม่รู้จบ

การศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่ดีได้เท่ากับเด็กในชุมชนเมือง เด็กกลุ่มนี้ถูกเรียกว่าเป็น “เด็กชายขอบ”

 

เพราะการศึกษาคือต้นทุนชีวิตที่สำคัญของเด็กทุกคน กลุ่มทรู จึงตระหนักถึงปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในด้านศึกษาของเด็กชายขอบมาตลอด และยึดถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญมากกว่า 10 ปี ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท บุกเบิกในการนำศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร ช่วยเปิดโลกกว้าง ยกระดับการศึกษาให้กับนักเรียน และครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเสมอภาคในการศึกษาให้ได้มากที่สุด

 

วันนี้ เราได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วใน 3 พื้นที่ชายขอบของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลแค่ไหน ทรูก็พร้อมเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาให้เด็กทุกคนได้เรียนอย่างทัดเทียม

 

เด็กเมียนมาร์ในแนวชายแดนมีคะแนนยอดเยี่ยม ติด 10 อันดับแรกของหลักสูตร กศน.

 

ในพื้นที่ห่างไกลไล่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ 5 จังหวัด ตั้งแต่ ระนอง กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน ไปถึงเชียงราย เด็กนักเรียนและครูในพื้นที่นี้ ได้พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลจากทรู ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ คือการได้เห็นเด็กเมียนมาร์จากศูนย์การเรียนรู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีคะแนนสอบยอดเยี่ยมติด 10 อันดับแรกของหลักสูตร กศน.ของเมียนมาร์ (Non-Formal Primary Education)

 

 

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ที่กลุ่มทรู ได้ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขับเคลื่อน “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา” หรือ Mobile Literacy for Out-of-School Children Project โดยมอบสื่อไอซีทีจากโครงการทรูปลูกปัญญา ทั้งชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอน ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชา และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ให้แก่ศูนย์การเรียนรู้กว่า 70 แห่ง ในพื้นที่แห่งนี้

 

ครูกว่า 350 คน ได้พัฒนาทักษะการใช้สื่อพกพาและนำไอซีทีมาประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอน มีนักเรียนกว่า 10,000 คน สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และอินเทอร์เน็ตได้ และเกิดการพัฒนาที่ดีอย่างต่อเนื่อง จนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและวัดผลได้จริงว่าเด็ก ๆ มีผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

นักเรียนปอเนาะสื่อสารภาษาไทยได้ และสอบผ่านเกณฑ์ได้มากขึ้น

 

ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความท้าทายทั้งในด้านวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น เนื่องจากชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ใช้ภาษามลายูในการติดต่อสื่อสาร ขณะที่โรงเรียนต่าง ๆ จัดการเรียนการสอนและใช้สื่อการสอนภาษาไทยเป็นหลัก เด็กนักเรียนไทยมุสลิมจึงต้องปรับตัวในการเรียนรู้และสื่อสารภาษาไทย ซึ่งอาจเป็นปัญหาหนึ่งในการเรียนของเด็กได้

 

จากความตั้งใจต่อยอดโอกาสทางการศึกษา พร้อมสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้ให้กับเด็กทุกคนในทุกพื้นที่ กลุ่มทรู จึงเดินหน้าเข้าสู่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล โดยจัดตั้ง “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเยาวชนปอเนาะ” ติดตั้งชุดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้จากโครงการทรูปลูกปัญญา ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์พร้อมแพ็กเกจสารคดีชั้นนำจากทั่วโลก แท็บเล็ต อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายพร้อมดาต้า ตลอดจนจัดอบรมการใช้สื่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่ครูและนักเรียนของ กศน. ภาคใต้ และสถาบันศึกษาปอเนาะ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้

 

 

 

เทคโนโลยีอันล้ำสมัยและอุปกรณ์จากโครงการนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญให้ครูได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ขณะที่เด็กนักเรียนกศน. และโรงเรียนรัฐบาลต่าง ๆ ในจังหวัดภาคใต้ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งสาระข้อมูลและข่าวสาร ทั้งด้านวิชาการ ศาสนา วัฒนธรรม พร้อมสื่อดิจิทัลภาษาอารบิก และภาษามลายูได้เป็นอย่างดี

 

ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปีก็เห็นผลสำเร็จอันน่าภูมิใจ นั่นคือ นักเรียนปอเนาะมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถสอบผ่านเกณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้และการสื่อสารภาษาไทยซึ่งเป็นปัญหาหลักของนักเรียนในพื้นที่นี้

 

เด็กบนยอดดอยเชียงราย ได้เปิดโลกกว้างทางการศึกษา และต่อยอดความรู้หารายได้ทางออนไลน์

 

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มทรู คือ การใช้เครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างความเท่าเทียมทั้งทางการศึกษา และต่อยอดความฝันให้เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านป่าซางนาเงิน อ. แม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย ได้สำเร็จ แม้โรงเรียนและชุมชนแห่งนี้จะอยู่บนดอยสูง ติดชายแดนไทย-เมียนมาร์

 

ความก้าวล้ำของเทคโนโลยี 5G เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ช่วยยกระดับการศึกษา เปิดโลกกว้างให้กับเด็กนักเรียนและผู้คนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2563 กลุ่มทรู เข้าไปดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ 5G ชุมชน ณ โรงเรียนบ้านป่าซางนางเงิน ภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ติดตั้งเสาสัญญาณ 5G และสนับสนุนเทคโนโลยีสื่อสาร เพื่อยกระดับการศึกษาและการใช้ชีวิต ที่จะทำให้ครู นักเรียน และคนในชุมชน ก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลได้ทัดเทียบกับคนในเมือง

 

 

เทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัยจากทรู เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านป่าซางนาเงิน มีการริเริ่มการเรียนรู้แบบ Project Based Learning โดยครูและนักเรียนใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G เสริมการเรียนรู้แบบครบวงจรในโครงงานวิชาต่าง ๆ พร้อมกับการต่อยอดเปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์  อย่างเช่นโครงการ AKHAYA ที่เด็กนักเรียนต่อยอดความรู้ ขายไม้ประดับบอนท้องถิ่นผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก

 

นอกจากนั้น ยังบูรณาการการเรียนรู้รายวิชา นำแว่นเสมือนจริงและสื่อ 360 องศา ประกอบการเรียนรู้เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจและสร้างเสริมจินตนาการไม่รู้จบ จากการได้เห็นโลกกว้างผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

 

 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทรูยังส่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หรือ ICT Talent มาประจำการที่ศูนย์ฯ ช่วยแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ และการใช้โปรแกรมพื้นฐาน เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูป ติ๊กต็อก ซึ่งเด็กนักเรียนที่ทำโครงการขายสินค้าทางออนไลน์ และคนในชุมชนที่ทำมาค้าขาย สามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้จริง

 

ความภาคภูมิใจในความสำเร็จของโครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กนักเรียนและชุมชนใน 3 เขตพื้นที่ห่างไกลนี้ เป็นแรงผลักดันและกำลังใจสำคัญให้ กลุ่มทรู เดินหน้าสานต่อความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสแห่งความทัดเทียม ในด้านการศึกษาให้ “เป็นจริงได้” ในอีกหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ  

 

อ้างอิง

https://research.eef.or.th/bilingual-education-southern-thailand/

จะนั่งทำงานที่ไหน ชาวทรูก็ใกล้ชิดกันได้ ผ่าน True Connect
True Blog 30 ก.ย. 2565

การระบาดของโควิด-19 ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ หลายองค์กรเริ่มจากปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานจากบ้าน (Work From Home) และยกระดับสู่การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work From Anywhere) จนทุกวันนี้กลายเป็นการทำงานวิถีใหม่ที่หลาย ๆ องค์กรมีทางเลือกให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Work โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานในออฟฟิศทุกวัน

 

การที่พนักงานสามารถทำงานจากสถานที่ต่าง ๆ ได้ กลายเป็นความท้าทายของฝ่ายบุคคล หรือ  HR ที่จะต้องคอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถทำงานได้ราบรื่นที่สุด อีกทั้งยังต้องเชื่อมโยงพนักงานให้ติดต่อประสานงานกันได้ง่าย และยังรู้สึกใกล้ชิดกับองค์กรเช่นเดิม ในสถานการณ์เช่นนี้ เทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ HR สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความคาดหวังของพนักงานทุกคนในองค์กร 

 

 

Mobile Application เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงการสื่อสารและการทำงานของพนักงานในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว เอื้อให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จากทุกที่และทุกเวลา ตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work ได้เป็นอย่างดี ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวล้ำไปมาก Mobile Application ก็สามารถพัฒนาให้มีฟังก์ชันหลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรได้มากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเสมือนศูนย์กลางการทำงาน ที่ทั้งรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สร้างระบบมอบหมายงานและอนุมัติงาน รวมถึงเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างกันของพนักงานทุกคน 

 

 

HR ยุคใหม่ในแบบทรู ดูแลพนักงาน สร้างความผูกพัน ผ่านแอปพลิเคชัน True Connect

 

 

ทรู ได้ทรานสฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัล ก้าวสู่เทคคอมปานีเต็มรูปแบบ  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ โดยมีการวางแผนและเตรียมความพร้อม มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างรอบด้าน ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนงาน และมีพนักงานเป็นเสมือนหัวใจที่ขับเคลื่อนให้องค์กรประสบความสำเร็จ ทรูจึงเน้นการพัฒนาคน ควบคู่กับการให้ความสำคัญเรื่องการดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสิ่งแวดล้อมที่สามารถเติมเต็มความรู้และทักษะแก่พนักงานจนเต็มศักยภาพ 

 

 

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทรูได้นำมาดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิด คือ แอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “True Connect” ซึ่งทำหน้าที่เป็น เหมือน Super App ที่รวมทุกบริการที่พนักงานทรูจำเป็นต้องใช้ทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยสามารถใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

 

ฟีเจอร์การใช้งานของ True Connect เรียกได้ว่า ครบ จบ ในแอปเดียว ที่สำคัญ คือ มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล ตัวอย่างฟีเจอร์เด่นที่พนักงานนิยมใช้งาน ได้แก่ Chat ที่ช่วยให้สื่อสารกันได้สะดวกผ่านการพิมพ์ข้อความ โทร วิดีโอคอล ทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม รวมถึงการส่งภาพ แชร์ไฟล์ ที่ดูย้อนหลังได้และไม่มีหมดอายุ  People  รวบรวมข้อมูลการติดต่อพนักงานทุกคนทั้งบริษัทไว้ในที่เดียว โดยสามารถค้นหาเพื่อนร่วมงานหรือติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ได้สะดวกมาก Portal รวบรวมระบบและเว็บไซต์อื่น ๆ ขององค์กรเอาไว้ เพื่อให้เข้าถึงสะดวก ไม่ต้องเข้าผ่านช่องทางอื่น  Form แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ ที่สะดวกต่อการอนุมัติงานต่าง ๆ จากระบบ พร้อมกับลดการใช้กระดาษ เป็นต้น

 

 

นอกจากนี้ พนักงานทุกคนยังเข้าถึงบริการ HR Services ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ์วันลา การขอสลิปเงินเดือน ใบรับรองการทำงาน  การเบิกค่ารักษาพยาบาลประกันสังคมและประกันสุขภาพ ไปจนถึงการรับสิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นสินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อพนักงานในกลุ่มทรู เรียกได้ว่า พนักงานทุกคนสามารถติดต่อบริษัทและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

 

 

รางวัล “HR Excellence Awards 2021” บทพิสูจน์องค์กรแห่งความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล

 

 

ทรูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนงาน ควบคู่กับ การดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทุกมิติ ด้วยความเชื่อว่า “คน” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญขององค์กร สะท้อนความสำเร็จด้วยรางวัล “HR Excellence Awards 2021” ระดับ Gold สาขาความเป็นเลิศด้านการนำนวัตกรรมมาใช้ในเทคโนโลยีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Excellence in Innovative Use of HR Tech) ในฐานะองค์กรที่มีการนำนวัตกรรมเทคโนโยดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างประสบการณ์ที่ดีด้านดิจิทัลให้แก่พนักงาน อันเป็นการเสริมสร้างและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วขององค์กรและธุรกิจในรูปแบบของ Digital Transformation โดยทรูเป็นองค์กรสื่อสารโทรคมนาคมไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัล “HR Excellence Awards 2021” สูงสุดถึง 9 สาขา ประกอบด้วย 2 รางวัลระดับ Gold และ 3 รางวัลระดับ Silver รวมทั้งได้รับการรับรองความเป็นเลิศในระดับประเทศอีก 4 สาขาจากสถาบัน Human Resources Online ประเทศสิงคโปร์  

 

 

 

 

สรุปข้อดีของการนำ Mobile Application มาใช้ในกลุ่มพนักงาน 

 

 

  • เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา พนักงานสามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การทำงาน การติดต่อสื่อสารกับคนในองค์กรเป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่น รวมถึงการเข้าถึงสวัสดิการของตัวเองได้อย่างง่ายดาย 
  • ทำงานได้เร็ว ลดความซ้ำซ้อน การรวมระบบงานต่างๆไว้ในแอปพลิเคชัน ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานรูปแบบเดิม รวมถึงเป็นการลดการใช้กระดาษได้อีกด้วย
  • สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานได้ง่ายขึ้น เมื่อพนักงานทุกคนสามารถรับข่าวสาร ข้อมูลสำคัญ พร้อมติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านแอปพลิเคชันที่เป็นศูนย์กลางขององค์กร เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ส่งผลต่อความรู้สึกผูกพันต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อนพนักงาน และองค์กรได้มากขึ้น
  • เก็บรักษาข้อมูลได้อย่างปลอดภัยสูงสุด การสื่อสารหรือส่งเอกสารสำคัญต่างๆในการทำงานผ่านแอปพลิเคชันภายในองค์กรจะเป็นการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลภายในองค์กร อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญถูกจัดเก็บไว้ในบริษัทด้วยระบบที่มีการดูแล ปกป้อง และคุ้มครองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงสุด 

 

 


ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนต่างใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันกันแทบทุกเจเนอเรชัน  Mobile Application จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารผ่านออนไลน์ที่เพิ่มความสะดวกในการสื่อสาร และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร อีกทั้งยังเป็นการสร้างประสบการณ์ดิจิทัล สร้างความผูกพันให้ทีมงาน เพื่อนร่วมงาน และองค์กร ใกล้ชิดกันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม

 

อ่านต่อ
Say No to Plastic Bottles ปรับชีวิต เปลี่ยนโลกให้น่าอยู่
True Blog 15 ก.ย. 2565

นับตั้งแต่วันที่ขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่มผลิตขึ้นมา โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไป

 

การบริโภคเครื่องดื่มจากขวดพลาสติกนั้นแสนสะดวกสบาย ยอดขายเครื่องดื่มบรรจุขวดที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการผลิตขวดน้ำพลาสติกที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค และในที่สุดก็เป็นการสร้างขยะขวดพลาสติกที่กลายเป็นปัญหาสะสมมาเนิ่นนานอย่างที่ชาวโลกไม่รู้ตัว

ลองสังเกตง่าย ๆ ถ้าวันนี้เรากระหาย อยากดื่มเครื่องดื่มเพิ่มความรู้สึกสดชื่น เราก็มักจะเดินไปที่ร้านค้า หยิบน้ำดื่มหรือเครื่องดื่มบรรจุพลาสติกขึ้นมาแล้วเดินไปจ่ายเงิน ก่อนเปิดดื่ม และทิ้งขวดเหล่านั้นไปโดยอัตโนมัติ หนึ่งคำถามฉุกคิดคือ เราเคยย้อนมองกันไหมว่า ที่ผ่านมา เราทิ้งขวดพลาสติกกันมานานและมากแค่ไหนแล้ว และจุดหมายปลายทางของขวดพลาสติกเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ทำไมทุกวันนี้เราถึงได้เห็นภาพขยะขวดพลาสติกและขยะอื่น ๆ กองกันเป็นภูเขาล้นโลก

 

 

การหลั่งไหลของพลาสติก

 

 

ตั้งแต่มีการเริ่มผลิตพลาสติกในช่วงทศวรรษที่ 20 มนุษย์เราได้ใช้ประโยชน์จากพลาสติกมากมาย และนำไปสู่ต้นกำเนิดของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ปูทางให้เกิดการผลิตสินค้าในปริมาณมหาศาล สินค้านับไม่ถ้วนที่เราใช้ในปัจจุบันต่างก็ต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อความปลอดภัย พร้อมความสะดวกในการขนส่งและการบริโภค ซึ่งรวมถึงขวดพลาสติกบรรจุน้ำดื่มและเครื่องดื่มที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งที่ตามมาจากความสะดวกสบายในการบริโภค คือขยะพลาสติกที่นับวันยิ่งล้นโลก ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า ในปี 2018 ปริมาณการใช้ขวดพลาสติกทั่วโลกในหนึ่งปีอยู่ที่ 481.6 พันล้านขวด ส่วนสถิติการใช้ขวดพลาสติกในประเทศไทยสูงถึงปีละ 4,000 ล้านขวด
รู้หรือไม่ว่า จำนวนขวดพลาสติกมหาศาลขนาดนี้ ไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้ทั้งหมด ขยะพลาสติกเหล่านี้จะยังคงอยู่บนโลกของเราไปเป็นร้อยปี กว่าจะย่อยสลายไปด้วยตัวเอง

 

 

 

 

เรื่องจริงของขวดน้ำพลาสติก

 

 

หลาย ๆ คนอาจคิดว่า ขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่ม สามารถรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ได้ใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายประการที่ควรตระหนักให้มากขึ้น ลองมาดูข้อมูลน่ารู้เหล่านี้กัน

 

 

  • ขวดพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลได้มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น ขวดพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้จะกลายเป็นขยะและฝังกลบอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้

  • ทุกวินาทีที่กำลังดำเนินไป จะมีขวดพลาสติกประมาณ 1,500 ขวดกลายเป็นขยะในบ่อฝังกลบหรือถูกโยนลงทะเล

  • ขวดพลาสติก PET 1 ขวด ใช้เวลาถึง 700 ปีจึงจะเริ่มย่อยสลาย เพราะแบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยวัสดุธรรมชาติ ไม่ชอบพลาสติกที่มีสารพื้นฐานจากปิโตรเลียม  อาจกล่าวได้ว่า ขวดพลาสติกเหล่านี้อาจจะคงอยู่ตลอดไป

  • ร้อยละ 90 ของขยะในทะเลที่พัดพาขึ้นมาตามชายหาดหลายๆ แห่งคือขวดน้ำพลาสติก โดยเฉพาะฝาที่ตกค้างอยู่ตามหาดทรายและซอกหิน

  • แม้ว่าขวดพลาสติกจะนำไปรีไซเคิลได้ แต่กระบวนการรีไซเคิลต้องใช้พลังงานมหาศาล กลายเป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในบรรยากาศ


  •  

 

 

ทรู ร่วมปรับเปลี่ยน เพื่อโลกที่ดีกว่า

 

 

ทรู เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายด้านความยั่งยืน ใน 3 มิติ คือ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคม และมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยในด้านสิ่งแวดล้อม ทรูมีนโยบาย Net Zero Carbon โดยเฉพาะเรื่องการลดใช้พลาสติก ด้วยเป้าหมายลดการนำขวดพลาสติกเข้ามาในอาคารให้มากที่สุดจนเหลือเป็นศูนย์ ตอกย้ำความพร้อมเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral ด้วยความมุ่งมั่นลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2573 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนของทรู

 

 

ทรูได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ด้วยความกล้าคิด กล้าทำ และใส่ใจสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด พร้อมดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานทรู ควบคู่ไปกับการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือโครงการ Say No to Plastic Bottles

 

 

ดื่มน้ำกรอง RO สุดสะอาด ร่วมกัน Say No to Plastic Bottles

 

 

ทรู รวมพลังพนักงานร่วมกัน ลด ละ เลิกการใช้ขวดน้ำพลาสติก โดยหันมาพกแก้วน้ำและขวดน้ำส่วนตัวมาที่ออฟฟิศ เพื่อบรรจุน้ำกรองที่มีความบริสุทธิ์สำหรับดื่ม ที่ทรูจัดเตรียมไว้ให้พนักงานโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือ RO Water นั่นเอง

 

 

โดย ทรู เลือกใช้อุปกรณ์มาตรฐานสูง และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สร้าง RO Water Plant เครื่องผลิตน้ำ RO + UV ด้วยกำลังการผลิต 24,000 ลิตรต่อวัน ผ่านมาตรฐาน NSF / ASME BPE ในห้องปลอดเชื้อ Class 100,000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย เพื่อผลิตน้ำดื่มคุณภาพสูงเทียบเท่าน้ำกลั่น  มีความบริสุทธิ์สูง ไว้ให้พนักงานได้บริโภคอย่างมั่นใจ และใช้ท่อสแตนเลส 316L ซึ่งเป็นเกรดทางการแพทย์สำหรับจ่ายน้ำไปยังตู้กดน้ำมากกว่า 60 จุดกระจายทั่วทุกชั้นในอาคารทรู ทาวเวอร์ 1 

 

 

 

 

พนักงานสามารถนำขวดหรือแก้วน้ำมาเติมน้ำดื่ม RO ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย แทนการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก ซึ่งจากสถิติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขขยะประเภทขวดพลาสติกในอาคารทรู ทาวเวอร์ มีจำนวนเฉลี่ยปีละ 400,000 ขวด เมื่อพนักงานทรูร่วมใจกันคนละไม้คนละมือ ใน 1 ปี จะสามารถลดขยะพลาสติกได้ถึง 409,404 ขวด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ได้ถึง 53.54 ตัน 

 

 

RO Water Plant นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ทรูบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายในการลดการใช้พลาสติก ในขณะเดียวกัน ยังสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี ให้แก่บุคลากรในองค์กรอีกด้วย

 

 

ตู้รีฟัน เปลี่ยนการทิ้งขวดพลาสติกเป็นพลังสร้างสรรค์

 

 

ส่วนใครที่เข้ามาติดต่ออาคารทรู หรือพนักงานที่ใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติก ยังสามารถร่วมนำขวดพลาสติกแบบ PET ชนิดใส เช่น ขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำชา น้ำหวานต่าง ๆ มาหยอดคืนที่ Refun Machine หรือเรียกกันว่า ตู้รีฟัน ที่ทรูได้ติดตั้งไว้ที่บริเวณชั้น G อาคารทรู ทาวเวอร์ 1 เพื่อให้เครื่องตรวจสอบคิดเป็นแต้มสะสม เปลี่ยนการทิ้งเป็นพลังสร้างสรรค์ ทำให้การรีไซเคิลง่ายขึ้น เปลี่ยนขยะเป็นแต้มสะสม ไปแลกของรางวัลต่าง ๆ หรือร่วมบริจาคสำหรับทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งขวดเหล่านั้นจะถูกนำไปย่อยสลายอย่างถูกวิธีต่อไป 

 

 

 

 

บางครั้งเรื่องราวใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ ก็เกิดขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ส่งต่อกันให้เกิดเป็นพลังสร้างสรรค์ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพียงแค่เริ่มต้นที่ตัวเรา คนละไม้คนละมือก็สามารถช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ 

 

 

 

อ่านต่อ
Createch Living Space พื้นที่ออฟฟิศสุดสร้างสรรค์ ที่ตั้งใจออกแบบเพื่อความสุขของพนักงานทรูทุกคน
True Blog 18 ก.ค. 2565

เพราะชีวิตในวันทำงานแต่ละวันของหลายๆคน ใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน จะดีแค่ไหนถ้าวันที่มาทำงานที่ออฟฟิศก็เหมือนว่าเราอยู่ที่บ้าน จะเลือกนั่งทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มองเห็นวิวดีที่สุดของอาคาร ล้อมวงคุยงานกับทีมได้แบบอิสระ แถมมีมุมผ่อนคลายให้พักสมองได้ตามใจต้องการ

เมื่อพฤติกรรมและวิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ทำงานในฝันจึงไม่ใช่โต๊ะกั้นพาร์ทิชันจำกัดกรอบพื้นที่ หรือโต๊ะทำงานประจำที่ต้องนั่งทำงานทุกวันอย่างจำเจ โดยที่ผ่านมามีงานวิจัยมากมายระบุว่า การที่พนักงานได้ทำงานในบรรยากาศที่ผ่อนคลายนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างชัดเจน

ไม่น่าแปลกใจที่ออฟฟิศสวยงามทันสมัยในฝันของคนรุ่นใหม่กลายเป็นเทรนด์ที่องค์กรระดับโลกต่างพากันสร้างสรรค์ให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศของ Google, Apple, Lego หรือ Airbnb ที่ต่างก็เน้นความครีเอทีฟ และบรรยากาศสนุกสนาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับพนักงาน จนคล้ายเป็นบ้านหลังที่สอง

สำหรับในประเทศไทย ออฟฟิศในฝันของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน โดยเฉพาะในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอย่างกลุ่มทรู

ทรู ให้ความสำคัญเรื่อง People และดูแลพนักงานในทุกมิติอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่พนักงานทำงานที่ทรู ซึ่งพื้นที่ทำงานเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทรูสร้างสรรค์อย่างใส่ใจ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ด้วยความเข้าใจที่แท้จริง โดยทรูได้รีโนเวทพื้นที่ออฟฟิศให้กว้างขวาง และทันสมัย ภายใต้แนวคิด Createch Living ให้พนักงานทรูทุกคนได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน

 

ออฟฟิศที่ออกแบบตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

Createch Living Space ของทรูเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการเสริมสร้างการทำงานที่สนุก ผ่อนคลาย และเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ให้พนักงานทุกคน โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรมที่สุดนั่นคือ การออกแบบและตกแต่งออฟฟิศให้สวยงาม มีบรรยากาศแบบเปิดกว้าง เอื้อต่อการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ทุกวัน พร้อมไปกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้นคือ การรวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิต เพื่อให้ออฟฟิศแห่งนี้เป็นเสมือนบ้านที่น่าอยู่ของทุกคน
 

และที่สำคัญ ก่อนที่จะออกแบบ Createch Living Space ต้องผ่านการเก็บข้อมูล Insight ความต้องการของพนักงาน และนำมาเป็นโจทย์เพื่อออกแบบให้ตรงความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง

พื้นที่ทำงานในแต่ชั้นจึงถูกเปลี่ยนโฉม เปิดมุมดีที่สุดและสวยที่สุดให้เป็นพื้นที่ทำงานที่พนักงานทุกคนสามารถเลือกใช้ได้อย่างอิสระ เน้นการตกแต่งที่สวยงามสบายตา ตอบโจทย์การทำงานที่หลากหลาย และพรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมและสันทนาการที่ช่วยให้พนักงานได้ทำงานพร้อมกับสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
 
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเดินลงบันไดที่เชื่อมต่อกันระหว่างชั้น ก็จะได้เห็นบรรยากาศการทำงานสุดครึกครื้น เสียงสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะ พร้อมรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุขในการทำงานของคนที่นี่ได้อย่างแท้จริง 
 
ถึงตอนนี้จะพาไปสำรวจออฟฟิศที่ออกแบบและสร้างขึ้นจากความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจ ที่ทรูมีให้พนักงานไปด้วยกัน
 

นั่งทำงานในบรรยากาศไม่ซ้ำ เพราะทุกชั้นตกแต่งในธีมที่ต่างกัน

 
แค่เลือกที่นั่งก็ทำงานก็สนุกแล้ว! ทุกคนเลือกที่นั่งทำงานในบรรยากาศแบบห้าวันไม่ซ้ำกันได้ เพราะ Createch Living Space ตกแต่งในธีมที่แตกต่างกันทุกชั้น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เปลี่ยนบรรยากาศเลือกที่นั่งได้ตามความชอบ ถือเป็นแรงจูงใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี 
 
เช้าวันจันทร์ที่อยากเพิ่มความแปลกใหม่ให้วันทำงานสักนิด อาจจะเลือกชั้นธีมโรงภาพยนตร์ ที่เพียงเดินเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของโรงภาพยนตร์สุดคลาสสิก ที่ล้อมรอบด้วยเบาะหนังสีแดงสไตล์วินเทจ ช่วงบ่ายมีประชุมก็หลบมุมไปคุยงานกันใน Mini Theater ก็ยังได้
 
 
เข้าออฟฟิศวันต่อไปอาจจะเลือกนั่งทำงานบนเก้าอี้จักรยานพร้อมโต๊ะวางแล็ปท็อป ทำงานไป ปั่นออกกำลังกายไป หรือจะเลือกนั่งบนกระเช้าชิงช้ารังนก เพื่อสร้างอารมณ์สุดผ่อนคลาย ไม่จำเจก็ได้  เรียกว่าเป็นพื้นที่ทำงานที่สนุกแปลกใหม่จริงๆ  และที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะนั่งทำงานที่มุมใด ชั้นไหน WiFi ก็เร็วแรงและเสถียร ช่วยให้ทุกคนทำงานและสื่อสารกันได้อย่างไม่มีสะดุด
 
 
เมื่อลองเดินสำรวจพื้นที่ทำงานอีกนิด ก็จะเห็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของออฟฟิศนี้ นั่นก็คือ ห้องประชุมที่มาในธีมสุดสุดสนุกมากมาย ที่ขอยกตัวอย่างห้องประชุมที่น่าประทับใจสักสองห้อง ห้องประชุมแรกเข้ากับเทรนด์ท่องเที่ยวมาก ๆ  ขอเรียกว่าเป็น ห้องประชุมชาวแคมปิง ที่เก้าอี้ทุกตัวในห้องนี้เป็นเก้าอี้สนามสำหรับแคมปิงทั้งหมด ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ทำงานไปชิลไปได้ เหมือนออกมาทำงานนอกสถานที่
 
 
อีกหนึ่งห้องที่ต้องพูดถึงคือ ห้องประชุมสระว่ายน้ำ ที่เป็นห้องกระจกใส ปูพื้นกระเบื้องมันเงาในโทนสีฟ้าตั้งแต่พื้นถึงเพดาน เมื่อแหงนหน้ามองบนฝ้าจะเห็นการประดับประดาด้วยวัสดุระยิบระยับคล้ายผิวน้ำ แถมมีราวอลูมิเนียมที่ขอบสระและห่วงยาง เหมือนเรากำลังนั่งทำงานอยู่ที่ใต้น้ำจริงๆ 
 
ห้องประชุมแต่ละห้องนอกจากจะเน้นความสวยแปลกใหม่ ยังพรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี ที่มีทั้งจอขนาดใหญ่สำหรับต่อกับแล็ปท็อป ลำโพงขยายเสียง อุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด
 

พื้นที่โล่ง เปิดมุมมอง เปิดหัวใจ สนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกัน

เพราะพื้นที่เปิดโล่ง ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นกันและกันได้ เดินไปมาหากันได้ง่าย ช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Createch Living Space จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโล่งและเป็นพื้นที่กว้างในสไตล์ Co-working Space ที่พนักงานหลากหลายทีมหรือแผนกมานั่งทำงานหรือประชุมร่วมกันได้ไม่จำกัด เปิดโอกาสให้คนในบริษัทได้เห็นหน้าค่าตากัน สร้างความสัมพันธ์กันได้อย่างกว้างขวาง
 
เมื่อเดินชมตามชั้นทำงานต่าง ๆ ก็จะมุมไวท์วอร์ดแทรกตัวอยู่ในพื้นที่ทำงานเสมอ อุปกรณ์เรียบง่ายที่เห็นกันชินตานี่แหละคือสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการแชร์ความคิดเห็น ระดมสมอง ปรึกษาหารือ และทำงานด้วยกันอย่างสร้างสรรค์
 
 
นอกจากนี้ แต่ละชั้นยังเชื่อมต่อกันด้วยบันได ที่เดินขึ้นลงผ่านโถงสูงเปิดโล่งแบบดับเบิลสเปซ ซึ่งมีข้อดีหลากหลาย นอกจากจะส่งเสริมให้พนักงานติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนมุมมองและพบปะกันและกันได้อย่างง่ายดายแล้ว การให้พนักงานเดินไปมาระหว่างชั้นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ยังช่วยลดใช้พลังงานไฟฟ้าจากการใช้งานลิฟต์ อีกทั้งยังลดการใช้ไฟแสงสว่าง ด้วยพื้นที่โถงสูงระหว่างชั้นที่ออกแบบให้เป็นกระจกใส เปิดรับแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสงธรรมชาตินี้ยังมีผลดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานด้วย โดยมีงานวิจัยจากศูนย์วิเคราะห์การออกแบบเชิงสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย Cornell ระบุว่าพนักงานที่ได้ทำงานในออฟฟิศที่เปิดรับแสงจากธรรมชาติมีอาการตาล้า ปวดหัว อาการไมเกรนที่ลดลงถึง 84 เปอร์เซนต์
 

ใกล้ชิดธรรมชาติ เพิ่มความสดชื่น ผ่อนคลาย สบายตา

สภาพแวดล้อมแบบธรรมชาติช่วยให้คนทำงานลดความเครียดได้ Createch Living Space จึงมีต้นไม้หลากหลายชนิดประดับอยู่ในมุมต่างๆ เพิ่มความสดชื่น มอบความสดใส ไม่ว่าจะเป็นไม้กระถางที่อวดความเขียวขจีสบายตาระหว่างโต๊ะทำงาน หรือจะเป็นไม้ใบที่แขวนอยู่ตามผนังและเพดาน ถ้าอยากจะสังเกตถึงการเติบใหญ่ของผักสวนครัวต้นเล็กน่ารักก็มีให้ชมกันได้ที่แปลงปลูกผักเช่นกัน ที่สำคัญคือสามารถเก็บไปรับประทานได้ด้วย
 
 
นอกเหนือจากนำสีเขียวสบายตาเข้ามาปลอบประโลมกายใจแล้ว การจัดพื้นที่แบบเปิดโล่งให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้คนทำงานได้สัมผัสกับธรรมชาติรอบตัวเช่นกัน Createch Living Space จึงโดดเด่นด้วยกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติเต็มที่ และเอื้อให้เห็นมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกสุดลูกหูลูกตา ที่คัดมาแล้วว่าป็นวิวที่ดีและสวยที่สุดของอาคาร เพื่อมอบเป็นของขวัญให้พนักงานทุกคน 
 
ดังนั้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ จนเหนื่อยล้า ก็หยุดพัก เงยหน้าจากจอแล้วมองไปไกลๆ นอกหน้าต่างกระจกใส พักตา ปล่อยใจ ให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด ก่อนกลับมาทำงานต่อด้วยความสบายใจได้ทั้งวัน
 

จัดมุมสงบ สำหรับหลบมาโฟกัสงาน

 
งานหลายอย่างต้องใช้สมาธิในการคิด ไตร่ตรอง หรือแก้ปัญหา พื้นที่สงบจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นนอกเหนือจากพื้นที่กลางแล้ว ใน Createch Living Space ยังจัดสรรหลายมุมเงียบๆ ไว้ให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นมุมโต๊ะทำงานที่มีผ้าม่านปิด สำหรับการโฟกัสงานที่ต้องใช้สมาธิมาก หรือห้องทำงานขนาดเล็กที่เป็นเหมือนตู้โทรศัพท์ สำหรับนั่งทำงานเงียบๆ หรือติดต่องานที่ไม่อยากให้เสียงพูดคุยรบกวนคนอื่นๆ ได้เช่นกัน
 
การตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายนับเป็นการใส่ใจในทุกรายละเอียดของการทำงานอย่างแท้จริง
 
 

เพิ่มความสนุก กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบ

เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการนั่งเครียดอยู่ที่เดิมทั้งวัน กิจกรรมเพิ่มความสนุกช่วยให้คนทำงานหลุดไปจากงานตรงหน้าสักพัก และช่วยปลุกจินตนาการได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่า ออฟฟิศแห่งนี้มีมุมสนุกมากอย่างเหลือเชื่อ
 
ใครอยากสนุกแบบย้อนวัย มาหลบมุมปล่อยใจทะยานไปเกมรถแข่งได้เต็มที่ เพราะที่นี่จัดเครื่องเล่นชุดใหญ่ไว้ให้ หรืออยากสนุกแบบคลาสสิกก็ต้องตู้เกม Pac Man ไล่กินจุดสุดเพลิน และถ้าอยากมีกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ก็ต้องชวนมาเล่นเกมโต๊ะบอลมือหมุน รวมตัวกันเล่นพูล หรือจะตีปิงปองก็ย่อมได้
 
 
 
ส่วนคนรักเสียงดนตรีต้องมีว้าว! ที่นี่มีห้องดนตรีที่จัดเต็มให้ทั้งกลอง เบส กีตาร์ คีย์บอร์ด ที่บรรเลงเพลงกันได้เต็มที่ในห้องเก็บเสียง เอาเป็นว่า พักเบรคหรือก่อนกลับบ้านมารวมตัวเล่นเป็นวงดนตรีกันได้ทันที
 
 
อีกหนึ่งมุมไฮไลต์ของ Createch Living Space ที่หลายคนต้องหยิบมือถือมาเก็บภาพคือ หน้าผาจำลองกลางออฟฟิศ ที่จัดไว้ให้ผู้ชอบความเร้าใจได้มายืดเส้นยืดสายท้าทายตัวเอง ซึ่งมุมนี้รับรองความสนุกพร้อมกับความปลอดภัยด้วยอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน โดยมีเจ้าหน้าที่แนะนำและดูแลใกล้ชิด 
 
สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นในที่ทำงาน ทรูก็จัดให้พนักงานได้อย่างเหนือความคาดหมายจริง ๆ
 

บาลานซ์ชีวิตได้ดี แบบที่ท้องอิ่ม ทรงผมพร้อม อยากงีบนอนมีที่ให้พัก

 
ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ออฟฟิศแห่งนี้เป็นเสมือน “บ้าน” ทรูจึงจัดเต็มให้ทั้งชั้น 14 กลายเป็นพื้นที่ตามคอนเซ็ปต์ Living สำหรับ “การใช้ชีวิต” อย่างเต็มรูปแบบ
 
 
เรียกว่าชั้น 14 เป็นจุดรวมตัวของพนักงานทุกคนที่นี่ก็ว่าได้ เพราะเปิดเข้ามาก็จะพบกับร้าน True Coffee GO ที่พร้อมบริการเครื่องดื่มสุดสดชื่นตั้งแต่เช้าตรู่ มีกลิ่นกาแฟหอมๆ อบอวลไปทั่วพื้นที่ พร้อมกับที่นั่งพักดีๆ เหมือนได้ไปฮอปปิงคาเฟ่สุดชิค พอได้เครื่องดื่มแล้วก็เดินเลี้ยวไปไม่ไกล แวะร้าน 7-11 ไซส์มินิ ที่เป็นเหมือนแหล่งเสบียงอาหารได้  หิวเมื่อไหร่ ก็แวะมาเติมความอิ่มอร่อยได้ตลอดทั้งวัน 
 
 
ชั้น 14 มีอีกไฮไลต์น่าตื่นเต้น เพราะเดินไปอีกนิดก็จะเห็นห้องกระจกที่โดดเด่นด้วยแสงสีฟ้าคล้ายห้องทดลองวิจัยในหนังไซไฟ ห้องนี้โชว์นวัตกรรมของเครื่องกรองน้ำ RO ที่เชื่อมต่อกับจุดเติมน้ำทุกชั้นในอาคาร ซึ่งทุกคนสามารถมาแวะชมนวัตกรรม พร้อมเติมน้ำดื่มสะอาดมั่นใจได้ไปดื่มกันได้ฟรีอีกด้วย 
 
 
เมื่อเติมเสบียงพร้อม ท้องอิ่ม แล้วอยากจะจัดแต่งทรงผม เสริมความมั่นใจ ก็มีซาลอนเปิดให้บริการสระผมพร้อมจัดแต่งทรงผมสวยเป๊ะตั้งแต่เช้าถึงเย็น 
 
 
ยังไม่หมดเท่านี้ เรียกว่าที่นี่รู้ใจชาวออฟฟิศที่สุด ไม่ว่าใครเมื่อยล้า อยากนวดคลายอาการปวดตึงร่าง หรือคอบ่าไหล่ก็มีห้องนวด ที่มีพี่ๆ หมอนวดแสตนด์บายให้บริการพร้อม!
 
 
 
อีกเรื่องสุดเซอร์ไพรส์ที่เคยเห็นแต่ในออฟฟิศต่างประเทศ คือห้อง Nap ที่เปิดให้พนักงานมางีบหลับระหว่างวัน พักผ่อนสมองกันอย่างไม่ต้องเขินอาย ได้เวลาก็ตื่นพร้อมความสดชื่น มีแรงไปทำงานต่อได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีมุมห้องสมุดที่อัดแน่นด้วยหนังสือที่หลากหลาย พนักงานสามารถยืมไปอ่านเติมความรู้หรือเพื่อความบันเทิงได้ทุกเล่มด้วย เรียกว่าครบเครื่องเรื่องการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
 

เรื่องสุขภาพสำคัญ! ที่นี่ไม่ได้มีแค่ฟิตเนสเท่านั้น หมอกายภาพบำบัดก็มา

 
เทรนด์ที่มาแรงและดีต่อสุขภาพสุดๆ ในยุคนี้ก็คือเรื่องการออกกำลังกาย แน่นอนว่าทรูส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง โดยจัดฟิตเนสขนาดใหญ่ให้กันไปเลย 
 
โซนฟิตเนสที่นี่จัดให้ครบทั้งอุปกรณ์ เครื่องออกกำลังกาย ที่เราเห็นได้ในฟิตเนสชั้นนำ มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำหลังออกกำลังกาย อำนวยความสะดวกให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่อื่น เรียกว่าใช้ชีวิตในออฟฟิศให้คุ้มค่า ก่อนทำงานหรือเลิกงานก็แวะมาฟิตแอนด์เฟิร์มได้ทันที 
 
 
สำหรับพนักงานที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ออกกำลังกายแล้วก็ยังไม่หาย ทรูก็จัดห้องกายภาพบำบัด พร้อมเชิญแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาดูแลรักษาให้ถึงที่ และไม่ว่าจะเจ็บป่วยอะไรในขณะทำงานก็มีห้องพยาบาลและคุณหมอคอยดูแล
 
บอกได้เลยว่าที่นี่ดูแลเอาใจใส่พนักงานในทุกมิติอย่างแท้จริง
 
เพราะรัก...ทุกสิ่งเป็นจริงได้
 
การออกแบบและสร้างสรรค์ออฟฟิศในฝันให้เกิดขึ้นจริง และตอบโจทย์การทำงานอย่างอิสระ ให้คนรุ่นใหม่ได้ Work from Anywhere โดยไม่จำเป็นต้องนั่งประจำโต๊ะทำงานอีกต่อไป เพื่อมอบความสนุกและความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต นับเป็นหนึ่งใน ‘การบอกรักพนักงาน’ ของทรู 
 
ด้วยความเชื่อมั่นเสมอมาว่า บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน ทรูมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรอย่างเต็มกำลังในทุกมิติ พร้อมดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สมกับเป็น People Organization อย่างแท้จริง
 
แม้ต้องทำในสิ่งที่เกินความคาดหมาย แต่ทรูทำทุกอย่างเกิดขึ้นจริงได้จากความรัก ความใส่ใจ และการให้สำคัญของพนักงานมาเป็นอันดับแรกเสมอ
 
ข้อมูลอ้างอิง prnewswire
อ่านต่อ
พลังแห่งเทคโนโลยี พลิกการศึกษาของเด็กชายขอบ ต่อยอดการเรียนรู้ไม่รู้จบ
True Blog 01 ธ.ค. 2565

การศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่ดีได้เท่ากับเด็กในชุมชนเมือง เด็กกลุ่มนี้ถูกเรียกว่าเป็น “เด็กชายขอบ”

 

เพราะการศึกษาคือต้นทุนชีวิตที่สำคัญของเด็กทุกคน กลุ่มทรู จึงตระหนักถึงปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในด้านศึกษาของเด็กชายขอบมาตลอด และยึดถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญมากกว่า 10 ปี ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท บุกเบิกในการนำศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร ช่วยเปิดโลกกว้าง ยกระดับการศึกษาให้กับนักเรียน และครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเสมอภาคในการศึกษาให้ได้มากที่สุด

 

วันนี้ เราได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วใน 3 พื้นที่ชายขอบของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลแค่ไหน ทรูก็พร้อมเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาให้เด็กทุกคนได้เรียนอย่างทัดเทียม

 

เด็กเมียนมาร์ในแนวชายแดนมีคะแนนยอดเยี่ยม ติด 10 อันดับแรกของหลักสูตร กศน.

 

ในพื้นที่ห่างไกลไล่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ 5 จังหวัด ตั้งแต่ ระนอง กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน ไปถึงเชียงราย เด็กนักเรียนและครูในพื้นที่นี้ ได้พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลจากทรู ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ คือการได้เห็นเด็กเมียนมาร์จากศูนย์การเรียนรู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีคะแนนสอบยอดเยี่ยมติด 10 อันดับแรกของหลักสูตร กศน.ของเมียนมาร์ (Non-Formal Primary Education)

 

 

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ที่กลุ่มทรู ได้ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขับเคลื่อน “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา” หรือ Mobile Literacy for Out-of-School Children Project โดยมอบสื่อไอซีทีจากโครงการทรูปลูกปัญญา ทั้งชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอน ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชา และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ให้แก่ศูนย์การเรียนรู้กว่า 70 แห่ง ในพื้นที่แห่งนี้

 

ครูกว่า 350 คน ได้พัฒนาทักษะการใช้สื่อพกพาและนำไอซีทีมาประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอน มีนักเรียนกว่า 10,000 คน สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และอินเทอร์เน็ตได้ และเกิดการพัฒนาที่ดีอย่างต่อเนื่อง จนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและวัดผลได้จริงว่าเด็ก ๆ มีผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

นักเรียนปอเนาะสื่อสารภาษาไทยได้ และสอบผ่านเกณฑ์ได้มากขึ้น

 

ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความท้าทายทั้งในด้านวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น เนื่องจากชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ใช้ภาษามลายูในการติดต่อสื่อสาร ขณะที่โรงเรียนต่าง ๆ จัดการเรียนการสอนและใช้สื่อการสอนภาษาไทยเป็นหลัก เด็กนักเรียนไทยมุสลิมจึงต้องปรับตัวในการเรียนรู้และสื่อสารภาษาไทย ซึ่งอาจเป็นปัญหาหนึ่งในการเรียนของเด็กได้

 

จากความตั้งใจต่อยอดโอกาสทางการศึกษา พร้อมสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้ให้กับเด็กทุกคนในทุกพื้นที่ กลุ่มทรู จึงเดินหน้าเข้าสู่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล โดยจัดตั้ง “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเยาวชนปอเนาะ” ติดตั้งชุดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้จากโครงการทรูปลูกปัญญา ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์พร้อมแพ็กเกจสารคดีชั้นนำจากทั่วโลก แท็บเล็ต อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายพร้อมดาต้า ตลอดจนจัดอบรมการใช้สื่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่ครูและนักเรียนของ กศน. ภาคใต้ และสถาบันศึกษาปอเนาะ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้

 

 

 

เทคโนโลยีอันล้ำสมัยและอุปกรณ์จากโครงการนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญให้ครูได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ขณะที่เด็กนักเรียนกศน. และโรงเรียนรัฐบาลต่าง ๆ ในจังหวัดภาคใต้ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งสาระข้อมูลและข่าวสาร ทั้งด้านวิชาการ ศาสนา วัฒนธรรม พร้อมสื่อดิจิทัลภาษาอารบิก และภาษามลายูได้เป็นอย่างดี

 

ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปีก็เห็นผลสำเร็จอันน่าภูมิใจ นั่นคือ นักเรียนปอเนาะมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถสอบผ่านเกณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้และการสื่อสารภาษาไทยซึ่งเป็นปัญหาหลักของนักเรียนในพื้นที่นี้

 

เด็กบนยอดดอยเชียงราย ได้เปิดโลกกว้างทางการศึกษา และต่อยอดความรู้หารายได้ทางออนไลน์

 

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มทรู คือ การใช้เครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างความเท่าเทียมทั้งทางการศึกษา และต่อยอดความฝันให้เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านป่าซางนาเงิน อ. แม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย ได้สำเร็จ แม้โรงเรียนและชุมชนแห่งนี้จะอยู่บนดอยสูง ติดชายแดนไทย-เมียนมาร์

 

ความก้าวล้ำของเทคโนโลยี 5G เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ช่วยยกระดับการศึกษา เปิดโลกกว้างให้กับเด็กนักเรียนและผู้คนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2563 กลุ่มทรู เข้าไปดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ 5G ชุมชน ณ โรงเรียนบ้านป่าซางนางเงิน ภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ติดตั้งเสาสัญญาณ 5G และสนับสนุนเทคโนโลยีสื่อสาร เพื่อยกระดับการศึกษาและการใช้ชีวิต ที่จะทำให้ครู นักเรียน และคนในชุมชน ก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลได้ทัดเทียบกับคนในเมือง

 

 

เทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัยจากทรู เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านป่าซางนาเงิน มีการริเริ่มการเรียนรู้แบบ Project Based Learning โดยครูและนักเรียนใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G เสริมการเรียนรู้แบบครบวงจรในโครงงานวิชาต่าง ๆ พร้อมกับการต่อยอดเปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์  อย่างเช่นโครงการ AKHAYA ที่เด็กนักเรียนต่อยอดความรู้ ขายไม้ประดับบอนท้องถิ่นผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก

 

นอกจากนั้น ยังบูรณาการการเรียนรู้รายวิชา นำแว่นเสมือนจริงและสื่อ 360 องศา ประกอบการเรียนรู้เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจและสร้างเสริมจินตนาการไม่รู้จบ จากการได้เห็นโลกกว้างผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

 

 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทรูยังส่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หรือ ICT Talent มาประจำการที่ศูนย์ฯ ช่วยแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ และการใช้โปรแกรมพื้นฐาน เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูป ติ๊กต็อก ซึ่งเด็กนักเรียนที่ทำโครงการขายสินค้าทางออนไลน์ และคนในชุมชนที่ทำมาค้าขาย สามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้จริง

 

ความภาคภูมิใจในความสำเร็จของโครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กนักเรียนและชุมชนใน 3 เขตพื้นที่ห่างไกลนี้ เป็นแรงผลักดันและกำลังใจสำคัญให้ กลุ่มทรู เดินหน้าสานต่อความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสแห่งความทัดเทียม ในด้านการศึกษาให้ “เป็นจริงได้” ในอีกหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ  

 

อ้างอิง

https://research.eef.or.th/bilingual-education-southern-thailand/

อ่านต่อ
9 เรื่องน่ารู้ของรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) เสริมพลังเครือข่าย True 5G เพื่อการสื่อสารต่อเนื่องในทุกที่ ทุกสถานการณ์
True Blog 15 พ.ย. 2565

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยเห็นรถสี่ล้อเล็กที่มีเสาสัญญาณด้านบน พร้อมสัญลักษณ์ True 5G วิ่งไปจอดตามพื้นที่ต่าง ในงานเทศกาลหรือกิจกรรมที่รวมผู้คนจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ในพื้นที่ที่กำลังเกิดภัยพิบัติ โดยเป็นเหมือนหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่รีบเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร เพื่อเพิ่มคุณภาพสัญญาณให้ทุกการสื่อสารในพื้นที่นั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว

 

รถสี่ล้อเล็กที่ว่านี้คือ รถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว​ (Cell-On-Wheel) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า รถ COW” ซึ่งเป็นกองกำลังสำคัญของ True 5G ที่พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด เร็วและแรงที่สุด ในทุกสถานการณ์

 

 

เมื่อภารกิจของรถ COW สำคัญเช่นนี้  เราจะพาไปเจาะลึกกับ 9 เรื่องราวน่ารู้ ที่จะทำให้ทุกคนรู้จักรถ COW ของ True 5G มากยิ่งขึ้น 

 

 

1.  รถ COW มีหลากหลายขนาด โดยมีตั้งแต่รถขนาด 4 ล้อ – 6 ล้อใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเป็นรถขนาดเล็กหรือใหญ่ก็เพิ่มคุณภาพของสัญญาณได้แรงไม่แพ้กัน เพราะขนาดของรถจึงเป็นตัวเลือกให้เหมาะสมตามลักษณะงาน และพื้นที่ที่จะนำไปใช้เท่านั้น ขนาดรถที่เล็กกว่าก็จะสามารถเข้าไปในแหล่งชุมชนหรือบริเวณพื้นที่แคบๆได้คล่องตัวมากกว่า

 

 

2. รถ COW ทุกคันจะติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณ 360 องศาไว้ด้านบน โดยแยกเป็นสามทิศทางบนเสาด้านบนของตัวรถ เพื่อกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทุกทิศทุกทาง และเสาที่ติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถปรับความยาวได้ เพื่อความเหมาะสมในการใช้งาน

 

 

3. หน้าที่หลักของรถ COW คือการขยายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการเพิ่มช่องสัญญาณมือถือในพื้นที่ที่มีการใช้หนาแน่น เพื่อรองรับการใช้งานในทุกสถานการณ์

 

 

 

 

4. รถ COW 1 คัน สามารถส่งสัญญาณได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าเสาสัญญาณขนาดใหญ่ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน 5G/4G/3G และยังสามารถกระจายสัญญาณ WiFi by TrueMove H ได้ด้วย เรียกว่ารองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ทั้งโทรและอินเทอร์เน็ต ถ้าเห็นรถ COW จอดที่ไหนก็มั่นใจได้เลยว่าจะใช้งานเครือข่ายของทรูมูฟ เอช ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

 

5. ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว เพียง 1 ชั่วโมงหลังจากเข้าถึงพื้นที่ รถ COW ก็สามารถให้บริการได้ทันที จึงสามารถอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารได้อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด สัญญาณเร็วแรง เสถียร ไม่มีสะดุด

 

 

6. รถ COW ทุกคัน สามารถกระจายสัญญาณเพื่อรองรับการใช้งานได้ยาวนาน แม้ในกรณีที่กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ถูกตัดขาด รถ COW ของ True 5G ก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและยาวนาน เพราะภายในรถมีทั้งระบบไฟฟ้าสำรองและเครื่องปั่นไฟ ทำให้หมดกังวลได้ ไม่ว่าจะเข้าไปในพื้นที่ไหนก็พร้อมให้บริการได้อย่างเต็มที่

 

 

7. รถ COW ของ True 5G ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ควบคุมการทำงานจากส่วนกลาง โดยใช้ระบบ Centralize Intelligence Control  สามารถตรวจสอบตำแหน่งของรถ แรงลม กระแสไฟฟ้า ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการขยายสัญญาณ ควบคุมผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือโดยทีมวิศวกรเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญ

 

 

8. รถ COW เป็นเหมือนพาวเวอร์แบงก์ขนาดใหญ่ ด้วยระบบของรถ COW ที่มีเครื่องปั่นไฟ จึงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการขยายสัญญาณ อีกทั้งยังเป็นแหล่งไฟฟ้าสำรองให้แก่คนในชุมชน รองรับการชาร์จแบตเตอรี่เครื่องโทรศัพท์มือถือและพาวเวอร์แบงก์ในกรณีที่ไฟฟ้าดับ หรือในภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ ที่ไม่มีการตัดกระแสไฟฟ้า รวมถึงในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีระบบไฟฟ้าเข้าถึง

 

 

9. รถ COW พร้อมอำนวยความสะดวกได้ทุกกิจกรรม ด้วยขนาดของรถ และการทำงานที่คล่องตัวด้วย ประสิทธิภาพที่เต็มเปี่ยม รถ COW จึงสามารถให้บริการได้ในหลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นงานพระราชพิธี พิธีสำคัญทางศาสนา งานเทศกาลและอีเวนต์ต่าง ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีการใช้งานหนาแน่นในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ด้วย ช่วยเสริมช่องสัญญาณเพื่อการสื่อสารที่ราบรื่นและรวดเร็ว  นอกจากนี้ สำหรับพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่อยู่ระหว่างการติดตั้งเสาสัญญาณเพิ่มเติม ยังสามารถนำรถ COW ไปให้บริการชั่วคราวก่อนติดตั้งสถานีฐานถาวรด้วย

 

 

 

 

ทีมวิศวกรเครือข่าย พร้อมรถ COW ลุยฝ่าวิกฤต เคียงคู่คนไทยทุกสถานการณ์

 

 

กลุ่มทรู เคียงคู่คนไทย ร่วมฝ่าวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เสมอมา โดยระดมสรรพกำลังเสริมประสิทธิภาพเครือข่ายให้มีคุณภาพและครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้ทุกการสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง เพราะในภาวะวิกฤต การสื่อสารสำคัญที่สุด

 

 

หนึ่งในภารกิจที่ทรูร่วมดูแลและช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มความสามารถ ก็คือ การช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนและผู้ฝึกที่พลัดหลงในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ทรูได้ส่งรถ COW เข้าไปขยายสัญญาณในพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดช่วงเวลาที่ทุกคนต่างปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือ พร้อมกับสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านอุปกรณ์ รวมถึงทีมช่างเทคนิคประจำพื้นที่เพื่อดูแลการสื่อสารตลอดช่วงสถานการณ์

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วประเทศ ทรู ได้ส่งทีมวิศวกรไปติดตั้งรถ COW เพื่อขยายสัญญาณในโรงพยาบาลสนามหลายแห่ง ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารแก่แพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาหรือต้องกักตัว สามารถติดต่อกับทางบ้านได้อย่างสบายใจ และยังสามารถเชื่อมต่อสู่โลกออนไลน์ เปิดรับข่าวสารและความบันเทิง ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลายจากอาการเจ็บป่วยระหว่างการพักรักษาตัวด้วย

 

 

 

 

สำหรับภารกิจสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังในทุก ๆ ปี ก็คือ สถานการณ์ภัยพิบัติและภัยธรรมชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คนไทยต้องเผชิญกับอุทกภัย อย่าง “พายุไต้ฝุ่นโนรู” ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเฉียบพลันในหลาย ๆ จังหวัด  ทรู เตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารอย่างเต็มพิกัด โดยนำรถ COW พร้อมระดมทีมวิศวกรเครือข่าย ลงพื้นที่เพื่อดูแลขยายสัญญาณมือถือให้ประชาชนที่ประสบภัยสามารถสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมต่อเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G และ WiFi ที่เร็ว แรง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย และได้ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังเครือข่ายสื่อสารทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงจนกว่าพายุสงบ นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังได้เข้าตรวจสอบเสาสัญญาณที่ถูกน้ำท่วม เพื่อดูแลให้ใช้งานสื่อสารได้ตามปกติ บรรเทาความเดือดร้อน และอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารแก่ผู้ประสบภัยให้สามารถใช้บริการ ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดอีกด้วย

 

 

ไม่ว่าจะที่ไหน เวลาใด ทีมวิศวกรเครือข่าย และรถ COW พร้อมเดินหน้าร่วมฝ่าวิกฤต เพื่อให้บริการลูกค้าทรูและดูแลพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศให้ติดต่อสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง หากพบเห็นรถ COW จอดอยู่ที่ไหน ก็มั่นใจได้ในสัญญาณและประสบการณ์การเชื่อมต่อใช้งานที่เร็ว แรง ไม่มีสะดุดในทุกการสื่อสารอย่างแน่นอน

 

อ่านต่อ
องค์กรยุคใหม่ผูกหัวใจนักลงทุนและพนักงานด้วยความยั่งยืน
True Blog 06 มิ.ย. 2565

เชื่อว่าหลาย ๆ คน น่าจะเคยได้ยินเรื่องของ ‘ความยั่งยืน’ กันมามากมาย รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ก็ได้ปรับตัวนำเรื่องของความยั่งยืนมาใช้ในองค์กรกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งคำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมองค์กรชั้นนำทั้งระดับโลก รวมถึงองค์กรในประเทศไทยเอง ต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน และไม่เพียงแต่องค์กรเท่านั้น แม้กระทั่งพนักงานรุ่นใหม่ต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนเช่นกัน

ก่อนหาคำตอบนี้ได้ ขอชวนทุกคนมาเรียนรู้และทำความรู้จักเรื่องความยั่งยืนไปด้วยกัน

ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องใส่ใจความยั่งยืน

องค์การสหประชาชาติได้กล่าวถึงเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ใน Brundtland Report (รายงานคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา) ว่าเป็นการพัฒนาโดยตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนานี้จะต้องไม่กระทบต่อทรัพยากรที่จะส่งผลต่อคนรุ่นหลัง และไม่ลดคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน โดยเป็นการมุ่งเน้นการรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและมนุษย์นั่นเอง 

หากเราไม่เห็นความสำคัญของความยั่งยืน สิ่งที่น่ากลัวในอนาคตก็คือ เรื่องของพลังงานเชื้อเพลิงต่าง ๆ อาจหมดไป สัตว์หลายชนิดก็จะสูญพันธุ์ คุณภาพของน้ำที่ควรสะอาดถูกลดทอนลงไป อากาศบริสุทธิ์ถูกทำลาย ชั้นบรรยากาศโลกเกิดความเสียหาย แต่หากนักธุรกิจให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่ผสมผสานความยั่งยืนกันคนละไม้คนละมือ ปัญหาที่กล่าวมาก็จะเบาบางลงไปได้

ไม่น่าแปลกใจที่องค์กรในยุคนี้ต่างปรับตัวและพัฒนาความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ไปพร้อมกับการเน้นความสำคัญเรื่องความยั่งยืนในมิติต่าง ๆ ต่อไปจะไปสำรวจว่า ความยั่งยืนที่มาควบคู่กับการทำธุรกิจเป็นอย่างไร

ความยั่งยืนที่มาควบคู่กับธุรกิจ

สำหรับการทำธุรกิจที่ควบคู่ไปกับความยั่งยืนนี้ Talal Rafi ซีอีโอของ Sesame Associates ซึ่งเป็นตัวแทนธนาคารโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้นำระดับโลกรุ่นใหม่ของ World Economic Forum (ตำแหน่งในขณะที่บทสัมภาษณ์ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ Forbes เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021) ได้ให้สัมภาษณ์ในเว็บไซต์ Forbes เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไมองค์กรจึงควรเน้นเรื่องของความยั่งยืน โดยเขาเล่าถึงข้อมูลที่แบ่งออกเป็น 3 ข้อดังต่อไปนี้

1.ลงทุนได้ในระยะยาว

กว่า 90% ของเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารต่างทราบกันดีถึงเรื่องของความยั่งยืน แต่มีองค์กรเพียง 60% เท่านั้นที่จะทำธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งตัวอย่างของนักธุรกิจระดับโลกที่ทำธุรกิจโดยเน้นความยั่งยืนเป็นหลักที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากก็คือ Elon Musk โดยพันธกิจหลักของ Tesla คือ เร่งการเปลี่ยนผ่านโลก สู่การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน แน่นอนว่าTesla  ประสบความสำเร็จโดยการผลิตทั้งรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่  รวมถึงโซลูชันด้านพลังงาน จะเห็นได้ว่า การที่ Elon Musk ทำธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนนี้ นอกจากจะทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้น ธุรกิจของ Elon Musk ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลของ McKinsey ก็ได้บอกไว้ว่า การมีกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนจะช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนในระยะยาวได้

2.คนรุ่นใหม่สนใจองค์กรที่เน้นความยั่งยืน

ปัจจุบัน คนรุ่นมิลเลนเนียลเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประชากร การสำรวจโดย Nielsen ได้แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลกำลังจะขยายเป็นสองเท่าของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่เพิ่งเริ่มบอกว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนนิสัยเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือ เกือบ 40% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลเลือกทำงานกับบริษัทที่เน้นเรื่องของความยั่งยืน และยังเต็มใจที่จะลดค่าจ้างเพื่อทำงานในบริษัทที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อคนรุ่นมิลเลนเนียลกลายเป็นกลุ่มคนทำงานรายใหญ่ที่สุด องค์กรที่ไม่มีกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนก็อาจสูญเสียคนเก่งจำนวนมาก เพราะความยั่งยืนทำให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น เพราะเห็นคุณค่าในสิ่งที่บริษัทกำลังทำอยู่

3.ผู้บริโภคยอมจ่ายให้กับองค์กรที่เน้นความยั่งยืน

ในมุมของผู้บริโภคนั้น จากการศึกษาของ Nielsen พบว่า 66% ของผู้บริโภคจะยอมจ่ายมากขึ้นหากผลิตภัณฑ์มาจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืน และ 81% ของผู้บริโภคทั่วโลกต่างก็รู้สึกไปในทำนองเดียวกันคือ องค์กรต่าง ๆ ควรหันมาใส่ใจในเรื่องของความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

ไม่เพียงองค์กรระดับโลกเท่านั้นที่ให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน องค์กรในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญก็มีจำนวนมาก แต่องค์กรที่ให้ความสำคัญด้านนี้อย่างครอบคลุมและโดดเด่นที่สุดจนทำให้ได้เป็นองค์กรที่ได้อันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับดัชนี DJSI 2021 ในหมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ก็คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน)

ก่อนที่จะไปสำรวจเหตุผลว่าทำไม True จึงได้เป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านความยั่งยืนจากการจัดอันดับดัชนี DJSI เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน ขอพาทุกคนไปความรู้จักกับดัชนี DJSI ที่ทั่วโลกยอมรับกันก่อน

ทำความรู้จักกับดัชนี DJSI

DJSI หรือชื่อเต็มว่า Dow Jones Sustainability Indices คือ ดัชนีที่ใช้ประเมินการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เน้นหลักในการประเมิน 3 ด้านที่เรียกว่า ESG ได้แก่ 1. การรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment) 2. การดูแลสังคม (Social) 3. การมีธรรมาภิบาลทางธุรกิจ (Governance) ซึ่งเหตุผลที่ดัชนี DJSI ดึงความสนใจจากนักลงทุนได้มากกว่าธุรกิจที่มีแค่ผลประกอบการ นั่นก็เป็นเพราะ ดัชนี DJSI นับเป็นอีกหนึ่งเกณฑ์สำคัญของนักลงทุนที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อจะเข้าไปลงทุนในองค์กรนั้น ๆ  เพราะบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ DJSI ถือเป็นองค์กรที่มีหลักประกันถึงศักยภาพการบริหารงาน ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมีความยั่งยืนให้กับผู้ลงทุนนั่นเอง

ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องราวขององค์กรที่ได้รับการจัดอันดับดัชนี DJSI 2021 ที่มีคะแนนรวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก จากองค์กรใหญ่ 10,900 บริษัท เป็นการบอกเล่าถึงความสำเร็จนี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และนักธุรกิจหน้าใหม่จะได้ประโยชน์อย่างไรจากเรื่องนี้

เผยเคล็ดลับจากองค์กรที่ได้อันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับดัชนี DJSI 2021 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน)

สำหรับอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับดัชนี DJSI 2021 ก็คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ในหมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งความสำเร็จนี้ กลุ่มทรูได้ใช้ยุทธศาสตร์ 3 H’s คือ Heart Health และ Home ดังรายละเอียดต่อไปนี้

Heart เน้นเรื่องของบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ได้ 100% รวมถึงร่วมขับเคลื่อนการศึกษาด้วยโครงการทรูปลูกปัญญา และส่งเสริมการศึกษาเยาวชนไทยให้พร้อมเติบโตเป็นทั้งคนดีมีความสามารถมาแล้วกว่า 2.3 ล้านคน ผ่านมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่อยู่ในการดูแล 5,567 แห่งทั่วประเทศ

Health สร้างสรรค์นวัตกรรมเชื่อมโยงทุกความต้องการของคนไทยยุค New normal ไปกับดิจิทัลแพลตฟอร์ม TRUE VWORLD เทคโนโลยีคลาวด์ที่ครบทุกโซลูชัน ทั้ง VWORK สนับสนุนภาคธุรกิจ และ VLEARN สนับสนุนสถาบันการศึกษา นักเรียนและนักศึกษา ให้สามารถเรียนออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา

Home มีการติดตั้งพลังงานสะอาดอย่างเช่น โซล่าเซลล์ที่เสาสัญญาณและชุมสาย 3,481 แห่ง ณ สิ้นปี 2021 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12,570 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังเดินหน้าขยายการติดตั้งอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าได้ 11,900 MWh ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ยุทธศาสตร์ทั้ง 3 H’s ของ TRUE ล้วนถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากมองกันในแง่ของการลงทุน หลายคนคงจะคุ้นหูกันดีกับคำว่า ‘หุ้นยั่งยืน’ ซึ่ง TRUE ก็เป็นจัดเป็นหุ้นในบริษัทยั่งยืนนี้เช่นกัน 

สำหรับแนวคิดของการพัฒนาองค์กรในแนวทางความยั่งยืนในแบบของ TRUE สามาถรับชมได้ในวิดีโอคลิปนี้

ดูวีดีโอ Full version ได้ที่นี่

หากเป็นการทำธุรกิจในยุคเก่า องค์กรอาจต้องผูกใจนักลงทุนด้วยเรื่องของ เงินทุน ผลกำไร ส่วนในด้านของพนักงานก็อาจคุยถึงเรื่องเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่จากเรื่องราวที่ได้เล่าสู่กันฟังด้านบน ทำให้ทราบว่า ถ้าองค์กรทำธุรกิจบนความยั่งยืน ก็จะสามารถผูกใจนักลงทุนและพนักงานได้อย่างแท้จริง

#TrueTogether #TrueDJSI #TrueSustainability

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.twi-global.com/technical-knowledge/faqs/faq-what-is-sustainability
https://www.forbes.com/sites/forbesbusinesscouncil/2021/02/10/why-corporate-strategies-should-be-focused-on-sustainability/?sh=15c69d077e9f
https://www.brandage.com/article/5184/tesla-Elon-Musk

 

อ่านต่อ
Tech & Innovation for Thais ดูทั้งหมด
Mobile ID บริการยืนยันตัวตนยุคดิจิทัล ไม่ต้องง้อบัตรประชาชน
True Blog 09 พ.ย. 2565

ในยุคดิจิทัล วิถีชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์มากมายปรับมาอยู่บนออนไลน์ เราสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ สะดวกรวดเร็วบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น ธุรกรรมทางการเงิน การใช้บริการออนไลน์ บริการ e-Service และบริการ Self-Service ต่างๆ  เช่น การจ่ายบิล ชำระเงิน ขอรายละเอียดการใช้บริการ โดยไม่ต้องเดินทางไปรับบริการถึงสำนักงานบริการต่าง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

 

จากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2565 (ไตรมาส 2) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่เก็บข้อมูลประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ประมาณ 65.5 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 61.9 ล้านคน (ร้อยละ 94.6) สำหรับการสำรวจประเภทโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระหว่างปี 2563 – 2565 พบว่า ประชาชนไทยใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนมากกว่า Feature Phone โดยประชาชนที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 69.6 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 94.1 ในปี 2565 (ไตรมาส 1) 

 

เมื่อความนิยมใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกรรมสำคัญ ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาระบบการยืนยันตัวตนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัล ที่เรียกว่า Mobile ID (โมบายไอดี) ซึ่งเป็นระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยรูปแบบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์มือถือ เพียงแค่มีเบอร์โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน ก็สามารถใช้บริการสุดสะดวกและทันสมัยนี้ได้แล้ว

 

 

รู้จัก Mobile ID บริการยืนยันตัวตนด้วยรูปแบบดิจิทัล
 
บริการ Mobile ID คือระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยรูปแบบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์มือถือ โดยใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือแทนบัตรประชาชน โดยแสดงผลในรูปแบบ QR Code ที่มีความปลอดภัย ไม่ต้องแสดงบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันตัวตนอื่น ๆ 

 

บริการนี้เกิดจากความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงพันธมิตรของโครงการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งได้เปิดตัว Mobile ID อย่างเป็นทางการ และเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา

 

Mobile ID ได้รับการพัฒนาตามข้อกำหนดและมาตรฐานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดปัญหาการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง จนถูกมิจฉาชีพนำไปใช้หรือปลอมแปลงเพื่อสวมสิทธิ์ได้

 

 

ทุกธุรกรรมสะดวกและปลอดภัย พกแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดียว

บริการ Mobile ID สามารถใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมต่าง ๆ อย่างปลอดภัย รัดกุม โดยมีการยืนยันตัวตนที่พิสูจน์อัตลักษณ์ตัวบุคคลได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลใจเรื่องการถูกปลอมแปลงเอกสาร หรือทำเอกสารสูญหาย โดยสามารถใช้ Mobile ID ในรูปแบบ QR Code ผ่านสมาร์ทโฟน รับบริการได้ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งในปัจจุบันสามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ธนาคารกรุงเทพ เช่น ฝาก ถอน โอน และ เปิดบัญชี

 

และในอนาคตจะมีการบริการต่างๆ อีกมากมายที่รองรับการใช้ Mobile ID อาทิ การทำธุรกรรมกับ ทรูมูฟ เอช และอีกหลากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กรมการขนส่งทางบก สำนักงานประกันสังคม กรมสรรพากร ไปรษณีย์ไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และเครดิตบูโร เป็นต้น

 

สมัครใช้ Mobile ID ง่ายๆ กับทรูมูฟ เอช

 

 

ทรูมูฟ เอช ได้ร่วมมือกับ กสทช. สนับสนุนการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของคนไทยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และมีความปลอดภัย ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึงและแพร่หลายในทุกมิติ โดยได้พัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วย Mobile ID เพื่อให้ลูกค้าทรูมูฟ เอช สามารถสมัครและนำไปใช้ในการทำธุรกรรมกับทรูมูฟ เอช และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการได้ 

 

ลูกค้าทรูมูฟ เอช สามารถสมัครใช้บริการ Mobile ID ได้ง่ายๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านแอปพลิเคชัน TrueID (ทรูไอดี) หรือที่ทรูช็อปทุกสาขาทั่วประเทศ

 

ขั้นตอนการสมัคร Mobile ID ที่ทรูช็อป

 

1. แจ้งความต้องการ สมัครใช้ Mobile ID ได้ที่ทรูช็อป ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยนำบัตรประชาชนตัวจริงและหมายเลขที่ต้องการใช้สมัคร Mobile ID ไปขอรับบริการ

 

2. ทำตามขั้นตอนการสมัคร โดยพนักงานจะทำการเสียบบัตรประชาชน เข้ากับเครื่อง เพื่อยืนยันตัวบุคคล

 

3. ตรวจสอบ SMS เพื่อระบุหมายเลข OTP

 

4. พนักงานสแกนใบหน้าลูกค้า เพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบใบหน้าในฐานข้อมูล 

 

5. รับ SMS เพื่อยืนยันผลการสมัคร

 

ขั้นตอนการสมัคร Mobile ID ผ่านแอปพลิเคชัน TrueID
 

1. เข้าไปที่แอปฯ TrueID 

2. กดที่รูปโปรไฟล์ 

3. เลื่อนไปตรงส่วนเมนู “บัญชีของฉัน” จากนั้นเลือกขยายเมนูให้แสดงผลทั้งหมด 

4. เลือก Mobile ID จะมีหน้าจอให้ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านแอปฯ
5. นำบัตรประชาชนตัวจริง และหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ ไปติดต่อร้านทรูช้อปที่สะดวก เพื่อยืนยันตัวตน ภายใน 15 วัน หลังจากทำการลงทะเบียน เพื่อให้การสมัคร Mobile ID เสร็จสมบูรณ์
 
วิธีการใช้ Mobile ID ทำธุรกรรมต่างๆ
 
หลังจากทำการสมัครใช้บริการ Mobile ID เสร็จสมบูรณ์แล้ว ลูกค้าทรูมูฟ เอช สามารถใช้ Mobile ID ทำธุรกรรมต่างๆ กับหน่วยงานที่ร่วมโครงการได้ทันที โดยสามารถใช้ Mobile ID ในการยืนยันตัวตนแทนบัตรประชาชนได้ง่ายๆ ตามวิธีการได้ดังต่อไปนี้
 
1. เปิดแอปฯ TrueID เข้าหน้า Profile เลือก Mobile ID (TrueID V.3 ขึ้นไป)
2. กดเมนูแสดง QR Code 
3. กด “ตกลง” เพื่อให้ความยินยอมในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม 
4. กรอก PIN จากนั้น แอปฯ จะแสดง QR Code สำหรับนำไปใช้ทำธุรกรรม 
 
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Mobile ID ได้ที่ https://www.true.th/truemoveh/site/truemobileid/

 

อ้างอิง 
http://www.nso.go.th

 

อ่านต่อ
5 ทริคดูแลผู้สูงวัย ทั้งสะดวกและปลอดภัยใน Smart Home กับ Living TECH
True Blog 08 ก.ย. 2565

"บ้าน" เป็นพื้นที่ที่จะสร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับกาย และสร้างความอบอุ่นให้กับใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะกับสมาชิกคนสำคัญอย่างผู้สูงอายุวัยเกษียณ

 

เมื่อไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุเปลี่ยนจากการออกไปทำงานทุกวันมาเป็นการใช้ชีวิตอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และอาจต้องอยู่เพียงลำพังระหว่างที่ลูกหลานออกไปเรียนและไปทำงาน หน้าที่สำคัญสำหรับลูกหลานคือ การเอาใจใส่ดูแล สร้างความสุขกายสบายใจ ควบคู่ไปกับการจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและวางใจได้ในระหว่างที่อยู่ห่างไกลพวกท่าน

 

 

ในยุคดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีและตัวช่วยดี ๆ มากมาย มาลองดูทริคดูแลผู้สูงวัยที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ที่บ้าน เพื่อดูแลคนที่รักได้อย่างง่ายดายกัน

 

 

5 ทริคดูแลผู้สูงอายุที่บ้านด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง True LivingTECH 

 

 

ในวันที่ทุกเจเนอเรชันคุ้นเคยกับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย จึงเป็นเรื่องง่ายที่ใช้เทคโนโลยีมาผนวกเข้ากับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้ ด้วยการเลือกใช้นวัตกรรมโซลูชัน True LivingTECH ที่ช่วยให้บ้านธรรมดา ๆ กลายเป็น “บ้านอัจฉริยะ” เพียงเลือกอุปกรณ์อัจฉริยะ Smart Living จาก True มาใช้ในบ้าน ติดตั้งเองก็ง่ายแบบ DIY และเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นด้วยเน็ตบ้าน  แค่นี้ก็สามารถสั่งการและควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน True LivingTECH ซึ่งเป็น All-in-One Application ใช้งานทุกอย่างง่ายมาก ๆ ในแอปเดียว มาดูกันว่าจะมีทริคที่แมตช์กับอุปกรณ์อัจฉริยะชิ้นไหนที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ผู้สูงอายุไปพร้อมกัน

 

 

1. เปิดไฟสว่าง ให้มองเห็นชัดเสมอ : เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญ ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาสายตาที่พร่ามัว ทำให้การมองเห็นเป็นเรื่องที่ยากหากอยู่ที่มืด หรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ดังนั้น เราสามารถเลือกใช้อุปกรณ์อัจฉริยะอย่าง Smart Light Bulb หลอดไฟอัจฉริยะ และทำงานร่วมกับ Motion Sensor อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว  ซึ่งเซนเซอร์จะทำการแจ้งเตือนเมื่อมีคนเดินผ่าน และสามารถสั่งการเปิดไฟให้หลอดไฟอัจฉริยะทำงานได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมองเห็นพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน หรือก้าวขึ้น-ลงบันไดได้อย่างปลอดภัย

 

 

 

 

2. ดูแลความปลอดภัยได้จากทุกที่ แม้อยู่ห่างไกลกัน : เมื่อลูกหลานต้องออกไปทำงาน เรียนหนังสือทั้งวัน หรือแม้แต่อยู่กันคนละบ้าน การเลือกใช้อุปกรณ์ดูแลความปลอดภัยจากระยะไกลก็ช่วยให้วางใจได้มากขึ้น อย่าง Smart CCTV Camera กล้องวงจรปิดอัจฉริยะแบบไร้สาย ที่สามารถบันทึกได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียง เฝ้าระวังบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังมี Motion Detection Alarm ตรวจจับการเคลื่อนไหวภายในบ้าน และสามารถพูดคุยผ่านกล้องได้ เหมือนเราดูแลพวกท่านอยู่ไม่ห่างตลอดเวลา

 

 

 

 

3. เพิ่มช่องทางการติดต่อได้ทันที ในกรณีฉุกเฉิน : ในช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง อาจเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด Emergency Button ปุ่มฉุกเฉินอัจฉริยะ เป็นตัวช่วยที่รวดเร็วในยามคับขัน เพียงกดปุ่มฉุกเฉิน ข้อความจะถูกส่งไปยังลูกหลานทันที เพื่อช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

 

 

4. ป้องกันผู้บุกรุก ปิดล็อคประตูได้อัตโนมัติ ไม่กลัวหลงลืม : การล็อคประตูบ้าน เป็นการป้องกันและสร้างความปลอดภัยในกับสมาชิกในบ้านได้ แต่ระหว่างวันผู้สูงอายุที่อยู่บ้านอาจมีกิจกรรมทั้งในบ้านและรอบบ้านมากมาย ก็ทำให้หลงลืมในการล็อคประตูบ้านได้เช่นกัน ดังนั้นหากติดตั้ง Smart Door Lock ประตูล็อคอัจฉริยะ ไว้ เราก็สามารถเช็กผ่านแอปได้เสมอว่าประตูบ้านได้ถูกล็อคเรียบร้อยแล้วหรือไม่ และสามารถสั่งการล็อคประตูผ่านแอปได้ด้วย เท่านี้ก็สบายใจหายห่วงแล้ว

 

 

5. ไม่ปล่อยให้เหงา เข้าครัวทำกับข้าวได้แบบสบายใจ หายห่วง : สำหรับผู้สูงอายุที่ชอบเข้าครัว ก็ไม่ต้องกลัวปัญหา ถ้าลืมปิดเตาไฟ หรือระบบน้ำที่อาจรั่วไหลจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ เมื่อติดตั้ง Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับควัน และ Water Leak Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจจับน้ำรั่วไหล หากตรวจจับพบเจอควันที่มากผิดปกติ หรือมีน้ำรั่ว อุปกรณ์จะแจ้งเตือนด้วยเสียง และส่งข้อความเตือนไปยังแอป ช่วยให้สามารถจัดการปัญหาหรือติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยดูแลแก้ไขได้ทันที

 

 

 

 

สำหรับใครที่จะลองนำ 5 ทริคนี้ไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน วันนี้ True พร้อมช่วยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย จัดการได้ที่ปลายนิ้วผ่าน แอปพลิเคชันเพียงแอปเดียวอย่าง True LivingTECH โปรสุดทุกเรื่องบ้านอัจฉริยะ ที่ใช้งานสะดวก และง่ายดายเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน จึงไม่ซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้สูงอายุจะเข้าใจและใช้งานได้

 

 

นอกเหนือจากการดูแลความปลอดภัยผ่านการใช้เทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญคือ ความห่วงใยเอาใจใส่ ให้ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวที่เรารักอยู่สบายทั้งกายและใจ และใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวอย่างแท้จริง เมื่อมีเวลาว่างลองชวนพวกท่านออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรือชวนครอบครัวทำกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างแรงกายแรงใจที่ดี ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่าง LivingTECH ช่วยดูแลความปลอดภัยและเติมเต็มความสุขให้กับครอบครัวได้มากกว่าที่เคย

 

อ่านต่อ
เหนื่อยทั้งวันขอพักสักที จะดีกว่าไหมถ้ามีตัวช่วยอัจฉริยะดีๆ เปลี่ยนบ้านให้ดูแลคุณอย่าง Living Tech
True Blog 08 ส.ค. 2565

คุณตื่นไปทำงานตอนกี่โมง แล้วกลับจากที่ทำงานถึงบ้านในตอนกี่โมงกันนะ นี่เป็นคำถามที่อยากลองให้ทุกคนชวนคิดกับตัวเอง ว่าปกติเราใช้เวลาในการทำงานกี่ชั่วโมงในแต่ละวัน

ผลสำรวจจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ในปี 2021 ระบุว่า ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับ 3 เมืองที่ผู้คนเมืองทำงานหนัก และขาดสมดุลในการใช้ชีวิตมากที่สุดในโลก เพราะส่วนใหญ่แล้วคนวัยทำงานโฟกัสการทำงานเพื่อแลกเงินเดือนเป็นเวลามากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาการทำงานที่หนักหน่วงพอสมควร ยังไม่รวมกับเวลาของการเดินทางที่ต้องบวกเพิ่มไปอีก หากถามหาเวลาดูแลสิ่งอื่นรอบตัวคงยาก เพราะเวลาดูแลตัวเองยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

 

หนึ่งในคนทำงานอย่างเช่นกลุ่มวัยกลางคนที่เรียกว่าเป็น ‘Sandwich Generation’ คือต้องแบกภาระหลายด้าน ทั้งการงาน การเงิน ครอบครัว เปรียบเสมือน ‘Sandwich’ ที่ประกอบด้วย 3 ชั้น ขนมปังชั้นแรก คือ ภาระในการรับผิดชอบ ‘พ่อแม่’ ตรงกลางคือ ‘ตัวเอง’ และขนมปังอีกชั้น หมายถึง การดูแล ‘บุตร – คู่สมรส’ แต่ถึงแม้จะมีภาระเยอะขนาดไหน คนกลุ่มนี้ก็ยอมแลกกับการได้มีบ้านของตัวเอง มีผลสำรวจไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ชาวเอเชียที่พบว่า กลุ่มคนวัยกลางคนมีอัตราการซื้อบ้านสูงถึง 25% คนกลุ่มนี้จึงให้ความสำคัญกับ ‘บ้าน’ เป็นหลัก แต่การจะมีบ้านสักหลังและดูแลบ้านให้ดีไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบภาระหลาย ๆ อย่างพร้อมกันแบบนี้

 

 

 

เมื่อมีภารกิจมากขนาดนี้ ตัวช่วยอะไรที่จะสามารถช่วยคุณดูแลบ้านได้บ้าง

 

ปัจจัยหลักที่เจ้าของบ้านในปัจจุบันให้ความสำคัญ โดยอ้างอิงผลสำรวจจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) อันดับแรกคือ การมีระบบเตือนภัยอัจฉริยะภายในบ้าน และรองลงมาคือ การมีระบบช่วยควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า และจัดการพลังงานภายในบ้าน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่าย 

 

 

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่มองหาความปลอดภัยและความคุ้มค่าเป็นหลัก เพราะมีภาระที่ต้องดูแลมากมาย จนอาจกังวลว่าตัวเองจะหลุดโฟกัสจากเรื่องสำคัญภายในบ้านไปได้นั่นเอง ยุคนี้จึงมีการสร้างสรรค์อุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ที่สามารถช่วยดูแลบ้านให้คนทำงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานได้ 

 

 

อุปกรณ์อัจฉริยะที่หลายบ้านได้นำมาใช้เป็นตัวช่วยดูแลบ้านมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ  ระบบล็อกประตูแบบดิจิทัล และหลอดไฟอัจฉริยะ ซึ่งราคาของอุปกรณ์อัจฉริยะในช่วงแรกที่เริ่มวางขายยังค่อนข้างสูง อีกทั้งคนส่วนใหญ่มีความกังวลเพราะยังไม่เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านี้นัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง ผู้คนเริ่มเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงอุปกรณ์มีราคาถูกลง พร้อมตัวเลือกที่หลากหลาย ทุกคนจึงเริ่มเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่ายและนิยมใช้กันมากยิ่งขึ้น แต่อุปกรณ์แต่ละชิ้นต้องใช้การสั่งงานและควบคุมที่แตกต่างกันออกไปตามแบรนด์นั้น ๆ  ไม่มีระบบศูนย์กลางที่สามารถควบคุมจากจุดเดียวได้ จึงอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบสักเท่าไร

 

 

 

 

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัย หรือ Living Tech ช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างครบวงจร โดย True ได้พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน Smart LivingTECH ที่จะเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะ สามารถควบคุมและสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ IoT Smart Home ต่าง ๆ ภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชัน True LivingTECH แอปเดียวครบจบ ทั้งสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน คุณสามารถตรวจสอบอุปกรณ์อัจฉริยะทุกอย่างผ่านหน้าจอโทรศัพท์ที่คุณใช้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ 

 

 

มาเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านในฝันที่ดูแลคุณได้ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะกัน

 

 

ตอนนี้อยากชวนให้ลองจินตนาการในช่วงเวลาเย็นๆ ที่คุณกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากเลิกงาน และเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวัน เมื่อกลับถึงบ้าน เพียงเปิดประตู หลอดไฟในบ้านจะถูกเปิดให้ความสว่างไสวทันที และเมื่อก้าวเข้าห้องนั่งเล่นก็ทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม ๆ มีโทรทัศน์เปิดไว้รอให้คุณดูหนังเรื่องโปรด พร้อมพัดลมหรือแอร์ที่กำลังเริ่มทำงาน มอบความเย็นให้คุณแบบที่ไม่ต้องลุกไปเปิดเอง เพราะ Smart Door Lock ประตูบ้านสุดไฮเทค สามารถตั้งค่าเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้าน เมื่อคุณกลับมาถึงแล้วกดรหัสที่ประตู เครื่องใช้ไฟฟ้าที่คุณตั้งค่าไว้ ก็จะถูกเปิดเพื่อมอบความสบายต้อนรับคุณได้ทันที

 

 

หากต้องเดินทางไกลและทิ้งบ้านไปหลายวัน คุณสามารถตรวจสอบและสอดส่องดูแลบ้านของคุณได้อย่างสบายใจผ่าน Smart CCTV Camera 1080P กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม คุณสามารถดูแลบ้านให้ปลอดภัยได้เสมอ ด้วยเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ เมื่อมีใครที่พยายามบุกรุกบ้านของคุณ  ก็จะมีการแจ้งเตือนไปยังแอปที่คุณใช้งานทันที

 

 

 

สำหรับใครที่มีลูกน้อย และอยากจะทำงานบ้านอยู่อีกห้อง แต่ยังเป็นห่วงต้องคอยสอดส่องดูแลลูกไปพร้อมกัน สามารถใช้ Smart Baby Camera กล้องวงจรปิดอัจฉริยะสำหรับเด็ก คอยเฝ้าดูแลลูกน้อยของคุณ หรือจะส่งเสียงเพลงกล่อมลูกก็สามารถทำได้ พร้อมทั้งยังมีการตรวจจับและตั้งอุณหภูมิและความชื้นภายในห้องของลูกให้เหมาะสมอยู่เสมอ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

 

ส่วนบ้านไหนที่มีสัตว์เลี้ยง เป็นทาสน้องหมา น้องแมว กลัวน้องจะหิวเมื่อออกไปทำงานนอกบ้านหรือเดินทางไปต่างจังหวัด คุณก็สามารถใช้ AUTOBOT Pet Feeder Food เครื่องให้อาหารสัตว์อัตโนมัติ ดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักเหมือนกับคุณอยู่ใกล้ ๆ ได้ ด้วยการควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้คุณเห็นสัตว์เลี้ยง และสามารถส่งเสียงเรียกและพูดคุยได้ เพียงเท่านี้สัตว์เลี้ยงของคุณก็คงจะไม่เหงาเวลาที่รอคอยคุณกลับบ้าน

 

 

สำหรับใครที่มักจะหลงลืม เมื่อเดินทางออกจากบ้านแล้วนึกขึ้นได้ว่าลืมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชิ้น คุณสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเลือกใช้ Smart Plug ปลั๊กไฟอัจฉริยะ ที่จะช่วยเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาภายในบ้านคุณให้กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพียงแค่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านอุปกรณ์ Smart Plug แล้วเชื่อมต่ออุปกรณ์ไว้ในแอป คุณก็สามารถสั่งการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปได้เสมอ แม้ว่าคุณจะออกจากบ้านไปแล้ว 

 

 

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีอุปกรณ์อัจฉริยะอีกหลายชิ้นที่จะช่วยให้คุณดูแลบ้านได้อย่างไม่ต้องกังวล ที่สำคัญคือ คุณรู้หรือไม่ว่าการนำอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้เข้ามาช่วยดูแลบ้านนั้น สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้มากถึง 30-40 % ซึ่งจากผลวิจัยของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป พบว่าในกลุ่มผู้ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ภายในบ้าน สามารถประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นมีการเชื่อมต่อกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่ช่วยจดจำและประเมินการใช้งานของอุปกรณ์เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นจะสามารถทำได้ดีมากขึ้นผ่านการใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ หรือ 5G เข้ามาช่วย

 


อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และ 5G ช่วยเชื่อมต่อและสั่งงานทุกอุปกรณ์ในบ้านได้แบบ Seamless 

 

การเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การใช้งานของอุปกรณ์อัจฉริยะนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะช่วยในการสั่งการและแจ้งเตือนการตั้งค่าต่าง ๆ ของอุปกรณ์อัจฉริยะได้ ในยุคที่ 5G เข้ามามีบทบาทยิ่งทำให้ทุกการเชื่อมต่อดีขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่รวมไปถึงความหน่วงต่ำ (Low Latency) ซึ่งเอื้อให้ทุกอย่างตอบสนองได้แบบเรียลไทม์ พร้อมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ภายในบ้านของคุณที่เชื่อมต่อกับเน็ตบ้าน และตัวคุณที่อยู่นอกบ้าน ซึ่งเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ผ่านสมาร์ทโฟนทำให้ทุกอย่างเป็น Seamless 

 

 

เพียงแค่มีเน็ตบ้านและอุปกรณ์ IoT Smart Home คุณก็สามารถเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะได้แล้ว ยิ่งตอนนี้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ สามารถใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น True เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านยุคใหม่ที่ต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ได้ครบครัน จึงจัดแพ็กเกจเน็ตบ้านไฟเบอร์พร้อมอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น กล้อง CCTV และบริการเสริมต่าง ๆ เปลี่ยนบ้านคุณให้เป็นบ้านอัจฉริยะ ช่วยให้การเชื่อมต่อของคุณลื่นไหลได้กว่าที่เคย

 

 

 

 

ตอบโจทย์เทรนด์บ้านอัจฉริยะแห่งอนาคตด้วย Smart LivingTECH จาก True 

 

 

เทรนด์บ้านอัจฉริยะในอนาคตที่เน้นทั้งในเรื่องความปลอดภัย ความบันเทิง ความสะดวกสบาย และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สามารถเกิดขึ้นได้จริงทั้งหมด เพียงคุณมองหาตัวช่วยดี ๆ อย่างเทคโนโลยี Smart LivingTECH ของ True ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ภายในบ้านครบครัน อีกทั้งยังมีเน็ตบ้านทรูออนไลน์ที่เสถียรและเร็วแรง ช่วยเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ให้สามารถควบคุมได้อย่างราบรื่น เปลี่ยนให้บ้านดูแลคุณ และเปลี่ยนให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อ่านต่อ
How to รู้ทัน ป้องกันให้ปลอดภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
True Blog 03 พ.ย. 2565

หนึ่งในกลุ่มมิจฉาชีพที่ยังคงคุกคามและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ก็คือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นขบวนการหลอกลวงเหยื่อทางโทรศัพท์ โดยมักจะสร้างสถานการณ์ปลอมขึ้นมาหลอกลวงให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิดว่าได้รับผลกระทบ หรือหลอกล่อด้วยผลประโยชน์บางอย่าง โดยอาศัยความตกใจ ความกลัว และความรู้ไม่เท่าทันของเหยื่อ และยังมีกลอุบายแบบใหม่ ๆ ที่หลากหลาย มาล่อลวง ทำให้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ และเกิดความสูญเสียทั้งเวลาและทรัพย์สิน

ที่ผ่านมา ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สร้างความเสียหายมหาศาล ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดสถิติ Financial Fraud หรือการหลอกลวงทางการเงินในปี 2564 เผยแพร่ในรายงาน Bi-monthly PAYMENT INSIGHT ฉบับที่ 14/2565 เรื่อง Financial Fraud : กลโกงทางการเงินใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยได้ระบุว่า พบการโทรศัพท์เพื่อหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งสิ้น 6.4 ล้านครั้ง โดยในปี 2564 มีมูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์แล้วว่าเสียหายจริงกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตมากที่สุด          

ปัจจุบัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลายเป็นภัยใกล้ตัวของทุกคน ซึ่งแม้ว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมมือกันในการสืบค้น ปราบปราม และจับกุมกวาดล้างเหล่ามิจฉาชีพแล้ว การเตือนภัยและให้ความรู้ในการรับมือกับกลุ่มมิจฉาชีพก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมเกราะป้องกัน เพื่อให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกง และเอาตัวรอดให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้

 

เจาะลึกกลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังกลโกงและรู้ทันวิธีการหลอกลวงของแก็งคอลเซ็นเตอร์ สรุปได้ 8 กลโกง ดังนี้

1. อ้างว่ามีพัสดุจากบริษัทขนส่งข้ามประเทศถูกอายัด แก๊งคอลเซ็นเตอร์อาจโทรหรือใช้ระบบอัตโนมัติแจ้งว่าเหยื่อมีพัสดุจากต่างประเทศที่ส่งผ่าน DHL หรือ FedEx ถูกด่านกรมศุลกากรอายัดไว้เนื่องจากมีสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นให้ติดต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชี หรือโอนเงินในบัญชีทั้งหมดมาตรวจสอบ

2. อ้างว่าเป็นข้าราชการ เช่น ศาล อัยการ ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือกรมสรรพากร และแจ้งว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง โดยให้โอนเงินในบัญธนาคารทั้งหมดมาตรวจสอบ

3. อ้างว่าค้างค่าปรับจราจร โดยหลอกให้เหยื่อโอนเงินค่าปรับจราจรมาให้

4. อ้างว่าค้างชำระบัตรเครดิตเป็นเงินจำนวนมาก หากไม่รีบชำระจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินชำระค่าบัตรเครดิตให้มิจฉาชีพทันที

5. อ้างว่าทำความผิดโดยการเปิดบัญชีม้า โดยแจ้งว่าเหยื่อได้เปิดบัญชีธนาคารให้คนร้ายทำความผิด โดยต้องโอนเงินในบัญชีธนาคารทั้งหมดมาตรวจสอบ

6. อ้างว่าการเคลมประกันโควิด-19 เป็นเท็จ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง จากนั้นก็แจ้งให้เหยื่อโอนเงินบัญชีธนาคารทั้งหมดมาตรวจสอบ

7. อ้างเป็น กสทช. หลอกว่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือของเหยื่อค้างชำระค่าบริการ หรือมีผู้ร้องเรียนเป็นจำนวนมาก จะถูกปิดหมายเลขภายใน 2 ชั่วโมง ให้ติดต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และโอนเงินในบัญชีทั้งหมดมาตรวจสอบ

8. อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือหน่วยงานทางการแพทย์ เพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นก็หลอกให้โอนเงินค่ารักษาพยาบาล

 

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบอร์ต้องสงสัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สิ่งแรกที่ทุกคนสังเกตได้คือ เบอร์โทรศัพท์หลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะเป็นหมายเลขแปลกๆ ซึ่งปกติแล้วเวลามีคนโทรเข้ามาเบอร์จะปรากฏเป็นเลข 10 หลัก แต่ถ้าหากเห็นเบอร์ยาวๆ แล้วยังมีเครื่องหมายบวก (+) อยู่ข้างหน้าอีก ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า อาจจะเป็นเบอร์โทรหลอกลวงจากมิจฉาชีพได้

ส่วนใหญ่แล้วเป็นเบอร์ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้โทรเข้ามาจะเป็นเบอร์ที่เราไม่เคยติดต่อ หรือเป็นเบอร์โทรที่เราไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องโทรศัพท์ โดยมักจะเป็นเบอร์จากต่างจังหวัดที่ไม่คุ้นเคย หรือโทรมาจากต่างประเทศ ซึ่งมักจะขึ้นต้นด้วย +830 หรือ +870

นอกจากนี้ ยังมีเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +697 และ +698  ซึ่งเป็นความร่วมมือของกสทช.และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใส่เครื่องหมายนำหน้าเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ทราบว่าเป็นการโทรจากต่างประเทศ หากไม่มีคนรู้จักที่จะติดต่อจากต่างประเทศ ควรระมัดระวัง อาจเป็นการโทรจากมิจฉาชีพ

 

วิธีรับมือกับแก็งคอลเซ็นเตอร์

สำหรับใครที่เผลอรับสายเบอร์แปลก ๆ และคิดว่าอาจเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อความปลอดภัย สามารถทำตามวิธีการดังต่อไปนี้

  • ไม่เชื่อ : ไม่เชื่อว่าภาครัฐหรือเอกชนมีนโยบายสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทางโทรศัพท์ ตั้งสติเมื่อรับสายทุกครั้ง
  • ไม่บอก : ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงินใดๆ รีบตัดสายและวางสายโดยเร็วที่สุด
  • ไม่ทำตาม : ไม่ทำตามที่แก็งคอลเซ็นเตอร์แนะนำ ไม่ว่าจะขั้นตอนใดๆ เด็ดขาด หลังจากวางสาย ให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานหรือสถาบันที่ถูกแอบอ้างทันที

 

ทรูมูฟ เอช ห่วงใย ให้คุณปลอดภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพทุกรูปแบบ

ทรูมูฟ เอช  ตระหนักถึงภัยจากคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพที่มาพร้อมกับกลโกงหลากหลายรูปแบบ ด้วยความห่วงใยลูกค้าทุกคน ทรูมูฟ เอช จึงมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและครบวงจร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกค้าเป็นสำคัญ

โดยทรูมูฟ เอช เพิ่มช่องทางพิเศษดูแลลูกค้าที่พบปัญหาโดยเฉพาะ หากลูกค้าได้รับเบอร์โทรต้องสงสัย สามารถติดต่อ Hotline 9777 (โทรฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรต้องสงสัย และ SMS มิจฉาชีพ เพื่อดำเนินการบล็อกเบอร์โทร หรือ SMS ทันทีที่ตรวจพบว่าเป็นของมิจฉาชีพจริง พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อสืบค้นและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ทรูยังสนับสนุนการเสริมเกาะป้องกันภัยไซเบอร์ต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และอัปเดตภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านเว็บไซต์ True Cyber Care ให้ลูกค้าทรูและผู้บริโภครู้ทันก่อนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ คลิกดูข้อมูลได้ที่นี่

 

อ้างอิง

อ่านต่อ
เคล็ดลับฉบับย่อ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากมัลแวร์
True Cyber Care 10 พ.ค. 2565

ที่ผ่านมาเราได้ยินข่าวเกี่ยวกับมัลแวร์ (Malware) มาบ่อยครั้ง แต่รู้ไหมว่าคำที่คุ้นหูนี้ อาจเป็นภัยใกล้ตัวกว่าที่คิด!
 

ในยุคที่ทุกคนต่างใช้เทคโนโลยีสุดทันสมัย และใช้ชีวิตอยู่กับกิจกรรมออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ ภัยจากมัลแวร์เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา  มัลแวร์ที่ว่านี้คือ ซอฟต์แวร์หรือโค้ดที่มิจฉาชีพหรือแฮ็กเกอร์สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์ร้ายและเป็นอันตรายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของทุกคน 

รู้ทันมัลแวร์ ภัยที่แฝงมากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

แม้ว่ากลไกของมัลแวร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการหลอกลวงในลักษณะนี้มานานแล้ว แต่ในปัจจุบันมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนกลโกงให้แนบเนียนมากยิ่งขึ้น 

ตัวอย่างของภัยมัลแวร์ที่เห็นได้ชัดจากสถานการณ์ในเวลานี้คือ มิจฉาชีพหรือแฮ็กเกอร์จะส่ง SMS มาหลอกลวงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ด้วยข้อความดูน่าเชื่อถือ เช่น ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร เพื่อชักจูงให้กดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอม หรือหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม


หากผู้ใช้เผลอกดลิงค์ที่ได้มาก็จะเข้าสู่เว็บไซต์ปลอม หรือติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมไว้กับเครื่องโทรศัพท์ จากนั้นก็มีข้อความหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) ข้อมูลเหล่านี้มิจฉาชีพจะใช้แฮ็กเข้าระบบเพื่อขอสิทธิ์ในการเข้าถึงอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มัลแวร์เข้ามาแฝงในอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว 


จากนั้นแฮ็กเกอร์ก็เข้าจัดการการสมัครบริการต่างๆ ที่คิดค่าบริการเหมือนกับเจ้าของเครื่องทำรายการเอง โดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัวเลย เช่น การสมัครรับ SMS เป็นต้น  ส่วนข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของอุปกรณ์จะถูกส่งกลับไปหาแฮ็กเกอร์เช่นกัน โดยแฮ็กเกอร์จะใช้ข้อมูลหรือโค้ดที่ได้มาล้วงข้อมูล ควบคุม และติดตามการใช้งาน รวมไปถึงสามารถทำลายข้อมูล พร้อมนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ในทางไม่ดีโดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว ทั้งยังส่งข้อความกลับไปหลอกลวงต่อเรื่อยๆ อีกด้วย
 

เคล็ดลับจัดการภัยมัลแวร์ด้วยตัวเอง

เมื่อรู้เท่าทันช่องทางของภัยมัลแวร์แล้ว ทุกคนสามารถจัดการและป้องกันตัวเองจากมัลแวร์ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ทันที ดังนี้  

ควรอัปเกรดระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ให้เป็นปัจจุบันเสมอ
ปิดบลูทูธ และ NFC (Near-field communication เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้) ทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน 
ไม่ควรเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Hotspot ตามที่สาธารณะหรือไม่ทราบแหล่งที่มา
หลีกเลี่ยงการทำเจลเบรคหรือรูทเครื่อง
ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เพื่อป้องกันมัลแวร์ โดยพิจารณาแอปพลิเคชันที่มีความน่าเชื่อถือและเรตติ้งสูงเท่านั้น ผู้ใช้ระบบ Android ดาวน์โหลดจาก Google Play Store และผู้ใช้ระบบ iOS ดาวน์โหลดจาก App Store

แต่ละวิธีสามารถช่วยปกป้องอุปกรณ์ของเราจากภัยมัลแวร์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามอัปเดตข่าวสาร และระวังตัวก่อนทำกิจกรรมหรือธุรกรรมทางออนไลน์ให้มากขึ้น
 

ทรูใส่ใจทุกปัญหา มุ่งมั่นดูแลลูกค้าให้ปลอดภัยจากทุกภัยไซเบอร์

 

ทรูตามติดสถานการณ์ภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เราโดยมีหน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พร้อมดูแลลูกค้า และไม่เคยหยุดพัฒนาระบบ และพร้อมอัปเกรดให้ทันสมัย เท่าทันต่อเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของเหล่ามิจฉาชีพ ตลอดจนภัยไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยความห่วงใยใส่ใจความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ 
 
สำหรับลูกค้าทรูมูฟ เอช ที่พบปัญหา SMS กินเงิน SMS กวนใจ หรือ SMS ขยะ สามารถยกเลิกข้อความประชาสัมพันธ์ผ่าน SMS ได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ผ่าน 2 ช่องทาง คือ
 
  • กด *137 แล้วกดโทรออก กด 1 ตรวจสอบ SMS ที่ถูกคิดค่าบริการ กด 2 ยกเลิก SMS ข้อความประชาสัมพันธ์ หรือ กด 3 ยกเลิก SMS ที่ถูกคิดค่าบริการ  โดยลูกค้าทรูมูฟ เอช โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง 
  • จัดการผ่านแอปพลิเคชัน True iService ได้ทันที
ลูกค้าสามารถทำตามวิธีการง่าย ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยดูจากคลิปวิดีโอนี้
 

 
หากพบปัญหาการถูกเรียกเก็บค่าบริการคอนเทนต์ดาวน์โหลด ซึ่งอาจเกิดจากภัยไซเบอร์ที่แฝงมากับสื่อออนไลน์  SMS หลอกลวงให้กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือมัลแวร์ที่แฝงเข้ามาในเครื่องโทรศัพท์  สามารถสอบถาม ขอคำแนะนำ และยกเลิกบริการคอนเทนต์ดาวน์โหลด ได้ที่ ศูนย์เฉพาะรับเรื่องแก้ปัญหาบริการคอนเทนต์ดาวน์โหลด โทร. 02-700-8085 ทุกวัน เวลา 9.00 – 18.00 น. ลูกค้าทรูมูฟ เอช โทรฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 
 
นอกจากนี้ ทรูยังขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องลูกค้าให้ปลอดภัย ห่างไกลจากมิจฉาชีพ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยร่วมมือกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และ กสทช. เปิด Hotline 9777 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรต้องสงสัย และ SMS มิจฉาชีพ ลูกค้าทรูมูฟ เอช โทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง 
 
และเพื่อเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ทรูยังมุ่งเน้นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และอัปเดตภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านเว็บไซต์ True Cyber Care ให้ลูกค้าทรูและผู้บริโภครู้ทันก่อนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ คลิกดูข้อมูลได้ที่นี่
 
ลูกค้าของทรูมั่นใจได้ว่า ทรูพร้อมดูแลลูกค้าทุกคนให้ใช้บริการได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยจากทุกภัยไซเบอร์ 
อ่านต่อ